เจ่าอานครับโผม..มมม (早安 / Zǎo ān / เจ่าอาน = อรุณสวัสดิ์) ผ่านคืนแรกที่ไทเปไปอย่างอิ่มเอม ดังนั้นการเดินทางวันที่สองของพวกเรายังคงเติมเปี่ยมไปด้วยพลังงานแน่นอน วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่เช้าฝุดๆ เพื่อจะขึ้นรถไฟความเร็วสูง (HSR) เที่ยวแรกไปยัง Taichung จากนั้นจึงค่อยต่อรถบัสไปยังหนานเถา (Nantou) ใช่แล้ววันนี้เราสองคนจะไปเที่ยวทะเลสาปสุริยันจันทรากัน ตามพวกเรามาเล้ย !!!

ข้อมูลเบื้องต้นของทะเลสาปสุริยันจันทรา เป็นดังนี้ครับ ทะเลสาปสุริยันจันทรา (จีน: 日月潭; พินอิน: Rìyuètán; เวด-ไจลส์: Jih4-yüeh4-t’an2; Pe̍h-ōe-jī: Ji̍t-goa̍t-thâm; ซจึน ถอุน (Zintun) ภาษาของชาวเซา (Thao) คล้าย ทะเลสาปแคนดิเดียส) เป็นแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไต้หวัน เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในไต้หวัน ทะเลสาปสุริยันจันทราตั้งอยู่ที่เขตหนานเถา เมืองหยูชี (Yuchi, Nantou) บริเวณโดยรอบของทะเลสาปเป็นบ้านเรือนของชาวเซา หนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองในไต้หวัน ทะเลสาปสุริยันจันทราล้อมรอบไปด้วยเกาะเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ลาลู (Lalu) ภูมิประเทศด้านฝั่งตะวันออกของทะเลสาปมีรูปทรงคล้ายกับพระอาทิตย์ ส่วนทางด้านตะวันตกมีลักษณะคล้ายจันทร์เสี้ยว จึงเป็นที่มาของชื่อทะเลสาปสุริยันจันทรา ทัศนียภาพของพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเป็นที่ดึงดูดทุกคนที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้

sunmoonlake 2

ดูข้อมูลเพิ่มเติมของทะเลสาปได้ที่นี่ครับ : http://www.sunmoonlake.gov.tw/English/

05:30 . คือเวลาที่พวกเราต้องรีบตื่นขึ้นมาอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ยัยหมวยติ๊ดตี่แฟนผมได้เก็บกระเป๋าให้พร้อมเดินทางไว้ตั้งแต่เมื่อคืนตามประสาผู้หญิงเตรียมตัว ดังนั้นเช้านี้เราจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็พร้อมออกเดินทาง

อ้อ.. !! เนื่องจากเราวางแผนจะไปนอนที่ทะเลสาปสุริยันจันทรากันแค่ 1 คืน เสร็จจากนั้นเราจะไปจิ่วเฟิ่นกันต่อ ดังนั้นเราจึงจัดแบ่งกระเป๋าเดินทาง โดยจะฝากใบใหญ่ไว้ที่โรงแรม แล้วก็จะสะพายกระเป๋าใบเล็กไปเที่ยวทะเลสาปสุริยันจันทราแทน

การวางแผนเส้นทางล่วงหน้าจะช่วยให้เราบริหารจัดการสัมภาระได้ครับ จะได้ไม่ต้องลำบากแบกกระเป๋าไปนู่นมานี่จนหมดแรงซะก่อน

06:20 . เราทั้งคู่พร้อมกระเป๋ากล้องและกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็ก ก็มาเช็คอินที่ Taipei Main Station เพื่อเตรียมขึ้นรถไฟความเร็วสูง HSR จาก Taipei ไปลงสถานี Taichung แต่ด้วยความที่เรามาถึงเช้าเกินไป ร้านรวงต่างๆ จึงยังไม่เปิด แต่ไม่เป็นไรเพราะอาหารกล่องที่ 7-11 ของที่นี่เริ่ดมากครัส การมาเที่ยวไต้หวันนี่ไม่ต้องกลัวอด จะแวะไปกินร้านไหนก็อร่อยทั้งนั้น (นี่พูดจริงๆ นะ)

สิ่งที่น่าสนใจระหว่างที่กำลังรอเวลารถออกนั้น คือการที่ทางสถานีจะไม่เปิดให้ผู้โดยสารลงไปที่ชานชาลาจนกว่าจะใกล้เวลาที่รถไฟจะเทียบท่า ทั้งนี้เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้าบันไดเลื่อน และช่วยลดความหนาแน่นของผู้โดยสารบริเวณชานชาลานั่นเองครับ ผมกับยัยหมวยขอกดไลค์ให้เล้ย!!!

06:30 . รถ HSR ก็มาเทียบชานชาลา ก็ได้เวลาขึ้นไปนั่งเอนหลังสบายๆ แล้วครับ ถ้าจำกันได้ เมื่อวานนี้เราได้ทำการจองที่นั่งรถไฟไว้แล้ว ดังนั้นตู้รถไฟคันที่เรานั่งจึงเป็นตู้จองครับ ไม่ต้องแย่งที่นั่งกันให้เสียเวลา เพราะเราจะต้องใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง กว่าจะไปถึงสถานี Taichung คนไต้หวันให้ความสำคัญเรื่องเวลาคล้ายกับคนญี่ปุ่นนะครับ ดังนั้นตารางเวลารถไฟจะเป๊ะมากครับ

เอาล่ะ จากนี้ก็ได้เวลาหม่ำแล้ว ทานเสร็จจะได้ไปงีบเอาแรง 5555

 

ผ่านไป 1 ชั่วโมง พวกเราก็มาถึงสถานี Taichung กันแล้ว (สุดท้ายก็ไม่ได้หลับอยู่ดี เพราะตื่นเต้นกับวิวสองข้างทาง) ก้าวแรกที่ออกมาถึงสถานี Taichung นั้น ขอบอกเลยว่าสถานีสวยงามอลังการมาก สถาปนิกออกแบบได้ Strong ไม่ใช่เล่นๆ เลยทีเดียว!!!

จากสถานีนี้เราต้องขึ้นรถบัสอีก 1 ต่อ เพื่อไปยังทะเลสาปสุริยันจันทรา

ให้เราเดินลงบันไดเลื่อน (หรือจะลงลิฟท์ก็ได้) ลงมาที่ชั้น 1 เดินไป exit no.5 เราจะเจอเคาท์เตอร์ขายตั๋วรถบัสอยู่ตรงข้ามกับ 7-11 ตามภาพเลยครับ เราสามารถเลือกซื้อ Sun Moon Lake Pass แบบเหมาได้นะครับ อาทิ ตั๋วรถบัสไปกลับ ตั๋วเรือเฟอร์รี่ ตั๋ว Ropeway ตั๋วนั่งรถบัสเที่ยวรอบทะเลสาป ฯลฯ ผมแนะนำให้เราซื้อ Pass ให้เรียบร้อยจากที่นี่เลย เพราะถ้าไปซื้อตั๋วแยกที่ทะเลสาปจะเสียแพงกว่าครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมของSun Moon Lake PASS

http://www.ntbus.com.tw/en-p-1.html
http://www.ntbus.com.tw/en-package.html

การเลือกซื้อ Sun Moon Lake Pass นั้นต้องดูสภาพอากาศดีๆ ก่อนนะครับ ว่าฝนตกไหม Ropeway ปิดหรือเปล่า เพราะถ้าซื้อตั๋วเหมาไปแล้วเจอสภาพอากาศไม่เป็นใจ อาจไม่คุ้มได้ ดังนั้นแนะนำให้หาข้อมูลสักนิดครับ แต่ถ้าขี้เกียจไปลุ้น ผมแนะนำให้ไปซื้อเอาที่ทะเลสาปครับ เสียแพงกว่านิดหน่อย แต่เราเลือกได้ว่าจะใช้บริการอะไรบ้าง

หลังจากขึ้นรถบัสเรียบร้อย ตอนนี้ก็ได้เวลาเล่นเกมซ่อนตาดำครับ 5555 (ใช่แล้ว มันต้องนอนเอาแรงจริงๆ สักที) รถบัสใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึง Sun Moon Lake แล้วครับ แค่ได้เห็นสีน้ำเงินสดใสของทะเลสาปเราสองคนก็ตาลุกวาวทันที รถบัสพาเรามาลงที่ป้ายรถหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของ Sun Moon Lake ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของที่นี่ไปกลายๆ ครับ มีร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านของที่ระลึก ที่จำหน่ายตั๋วต่างๆ รวมถึงร้านเช่าจักรยาน – มอเตอร์ไซต์ อยู่ละแวกนี้หมดเลย

เมื่อลงรถแล้วเราก็มุ่งหน้าที่ยังที่พักของเราครับ เป็นโรงแรมเก๋ๆ อยู่ที่ท่าเรือ Shuishe ชื่อโรงแรม Laurel villa ที่พักสบายๆ บริการดีครับ เจ้าของโรงแรมพูดภาษาอังกฤษได้ดีเชียวล่ะ

หลังจากแจ้งเช็คอินและฝากกระเป๋าแล้ว เจ้าของโรงแรมก็เรียกเรามานั่งอบรมข้อมูลการท่องเที่ยวทะเลสาป (รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง) ซึ่งก็อย่างที่รู้ครับ คนในท้องถิ่นนี่ข้อมูลแน่นมาก พอได้ฟังข้อมูลจนอิ่มก็ได้เวลาเที่ยวสิครับจะรออะไร เป้าหมายแรกของเราคือการไปลองชิม Starbucks ของไต้หวันสักหน่อย ว่ามันจะต่างจากที่เมืองไทยยังไงบ้างงงงง 55555

สุดท้ายพบว่ารสชาติก็เหมือนๆ กันแหล่ะ แต่ราคาน่ะถูกกว่าครับผม เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-15% นะ

วิวทะเลสาปจากระเบียงร้าน Starbucks นี่สวยมากเลยครับ มองเห็นท่าเรือที่พลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน (ขอบอกว่าเยอะมาก คนไต้หวันเองยังแนะนำเส้นทางให้เที่ยวแบบเลี่ยงทัวร์จีนเลย คิดดู 55555) หลังอิ่มกาแฟแล้วเราทั้งคู่เลือกนั่งรถบัสท่องเที่ยวทะเลสาปครับ โดยเป้าหมายแรกอยู่ที่ Ci En Pagoda ซึ่งเจ้าของโรงแรมแนะนำให้ไปเที่ยวที่นี่ก่อนเที่ยงครับ ไม่เช่นนั้นแสงจะไม่สวย

จุดขึ้นรถบัสเที่ยวทะเลสาปก็อยู่ที่ Visiting Center นั่นล่ะครับ แต่ด้วยความชักช้าของเรา ที่มาไม่ทันรถรอบสุดท้ายที่จะไป Ci En Pagoda รถเราจึงไปสุดสายอยู่ที่ป้าย Ita Thao ซึ่งถ้าจะรอรถคันถัดไป ก็คงต้องรออีก 2 ชั่วโมง สุดท้ายเราเลยตัดสินใจหาร้านเช่ามอเตอร์ไซต์เลยครับ ร้านจักรยานแถวนั้นก็ใจดี๊ดี พอเราถามปุ๊บ เค้าก็บอกไม่มีปั๊บ (เพราะเค้าให้เช่าแต่จักรยาน) แต่เดี๋ยวก่อน!!! เค้ารีบคว้าจักรยานของเค้า ขี่พาเราไปที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ทันที!! พอพาไปถึงร้านปุ๊บคุณพี่ใจดีก็รีบกลับปั๊บ ไม่รอให้เราขอบคุณสักคำ ยังไงถ้าพี่ได้มาอ่าน ผมขอขอบคุณพี่มากๆ เลยนะครับ

สุดท้ายผมก็ได้ขี่มอเตอร์ไซต์สมใจอยาก ส่วนยัยหมวยก็ต้องจำใจเป็นพริตตี้ซ้อนท้ายรถผมไปโดยปริยาย 55555 บรรยากาศของการแว๊นซ์ไปตามเส้นทางรอบทะเลสาปด้วยรถสกูตเตอร์พลังเต่าเนี่ยฟินมากครับ สายลม แสงแดด สองเรา ผมชอบจริงๆ

ก่อนจะขึ้นไปที่ Ci En Pagoda เราแวะถ่ายภาพที่ระเบียงชมวิวบริเวณศาลาหน้าวัด Xuanzang Temple ครับ ทางวัดได้ทำระเบียงชมวิวเอาไว้อย่างดีเลย พอถ่ายรูปเสร็จเราก็แว๊นซ์ต่อไปยัง Ci En Pagoda แต่ที่เจดีย์แห่งนี้รถขึ้นไม่ถึงนะครับ เราต้องจดรถเอาไว้ตรงลานจอดบริเวณวัด แล้วก็เดินผ่านเส้นทางพิสูจน์ศรัทธา Tsen Pagoda Hiking Trail ทางเดินขึ้นเขาความยาว 700 เมตรเพื่อไปสู่​​เจดีย์ ณ จุดนี้บอกเลยครับว่าเหนื่อยโฮกๆ

แต่ปลายทางของความศรัทธา ย่อมมีรางวัลรออยู่ วิวที่ Ci En Pagoda นั้นสวยอย่างที่ร่ำลือครับ โดยเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอดีตประธานาธิบดีเจียงไคเชกเพื่อเป็นที่รำลึกมารดาของท่าน เจดีย์ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขา Shabalan ที่มีความสูง 954 เมตร ขนาดตัวเจดีย์มีความสูง 46 เมตร ด้านบนของเจดีย์จะสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร   จากชั้นบนของเจดีย์นี้จะสามารถเห็นความงามจากมุมสูงของทะเลสาปสุริยันจันทราโดยรอบแบบภาพพาโนราม่าเลยทีเดียวครับ ขยันๆ เดินนิดครับ แล้วจะพบว่าทั้งคุ้มทั้งเหนื่อย 5555

ถ่ายภาพจนหนำใจแล้ว เราก็แว๊นซ์กลับมาทางเดิม จุดหมายปลายทางอยู่ที่วัดกวนอู หรือวัด Wen Wu ซึ่งเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่นับถือของชาวไต้หวันแห่งหนึ่งเลยครับ ที่สำคัญคือ วิวทะเลสาปสุริยันจันทรา ที่มองลอดผ่านซุ้มประตูวัดนั้น สวยมากด้วย

แต่น่าเสียดายที่ฝนฟ้าไม่เป็นใจ เพราะเราดันเจอฝนกระหน่ำลงมาจนต้องล้มเลิกแผนการไปในที่สุด เที่ยวไต้หวันช่วงเดือน ก.. – .. นี่ต้องทำใจนะครับ เพราะเป็นช่วงมรสุมโหมกระหน่ำเลยแหล่ะ เราสองคนจำใจนั่งรถบัสกลับมายัง Visiting Center ระหว่างทางกลับก็ได้แต่มองภาพวัดกวนอูผ่านหน้าต่างรถด้วยใจอาวร ฮือๆ

ช่วงเย็นหลังฝนซา ฟ้าก็เริ่มใส ผมกับยัยหมวยก็เลยตัดสินใจเดินไปหามุมถ่ายภาพแสงยามเย็นบริเวณทะเลสาปกันสักนิด จนเดินไปเจอท่าเรือยอร์ชแห่งนึงครับ วิวสวยเลยล่ะณ ตอนนั้นฝนก็ทำท่าจะตกอีกรอบแล้ว ดังนั้นผมเลยรีบหามุม รีบถ่ายภาพ แล้วก็เดินฝ่าฝนกลับที่พักกันเช่นเดิม

เห็นฝนตกชุกแบบนี้ แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทะเลสาปแห่งนี้เคยแห้งขอดจนเห็นพื้นดินแตกระแหงมาแล้ว

ทุกชีวิตในเมืองนี้ต่างต้องอาศัยทะเลสาปแห่งนี้เพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจครับ ทั้งรีสอร์ท ร้านอาหาร ร้านเช่ามอเตอร์ไซต์ ฯลฯแต่เหมือนฟ้าฝนเห็นใจ พระพิรุณประทานฝนลงมาจนเต็มทะเลสาปไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้เอง การที่เราทั้งคู่มาที่นี่แล้วได้เจอน้ำเต็มทะเลสาปแบบนี้ ถือเป็นความโชคดีของเราทั้งคู่จริงๆ ครับ

หลังกลับมาจากถ่ายภาพ ฝนก็เริ่มซาลง เราเลยไปหาที่นั่งชิลล์แถวๆ ท่าเรือ Shuishe Pier ซึ่งจะมีลานกิจกรรมอยู่ บรรยากาศดีแบบนี้ ก็เลยจัดเบียร์ไต้หวันมาลองสักหน่อย ระหว่างนั้นยัยหมวยติ๊ดตี่ก็ชวนสาวเชียร์เบียร์คุยอย่างสนุกสนานผ่านแอ๊พฯ “google translate” คุยไปหัวเราะไป คิกคัก น่ารักดีแฮะ บางครั้งคนแปลกหน้าที่เราได้พบเจอะระหว่างการเดินทาง ก็สร้างความสุขและความทรงจำดีๆ ให้เราได้นะครับ

คืนนั้นเรารีบเข้านอนเพื่อเตรียมตัวตื่นเช้าไปตามนัดหมาย ที่เจ้าของรีสอร์ทบอกว่าจะพาไปพบกับ Unseen โอ๊วแค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว มันคืออะไร เดี๋ยวตอนตี 4 เจอกัน (พี่แกว่างั้นนะ)

ตี 4 ตรง พวกเราก็มารวมตัวอยู่ที่ lobby โรงแรม พร้อมเพื่อนร่วมก๊วน Morning Walk อีก 6-7 คน (ตอนหลังก็พบว่ามีคนไทยอีก 3 คนในก๊วนนี้) หลังจากรวมตัวกันพร้อมเพรียงแล้ว เจ้าของรีสอร์ทก็พาเรานั่งรถขึ้นไปยังจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ไร่ชาอีกฝากของทะเลสาปสุริยันจันทราทันที !!

ณ จุดนี้ถือเป็นเกียรติจริงๆ ที่ทางเจ้าของโรงแรมได้พาพวกเราไปชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เนื่องจากไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะ การจะได้มาที่นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีจริงๆ ครับ ภาพอาจจะไม่คมมากนะครับ เนื่องจากโดนห้ามใช้ขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพครับ

เสร็จจากการชมไร่ชาแล้ว ทางเจ้าของรีสอร์ทก็พาพวกเรานั่งรถชมบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาปยามเช้า พร้อมกับพาเดินเที่ยวไปบนเส้นทางชมวิวทะเลสาป ที่ผมอยากบอกทุกคนว่ามันควรค่าแก่การมาเยือนเป็นที่สุดครับ

KNP_3867

ครั้งหน้าถ้ามาที่นี่อีก ผมบอกเลยว่าผมจะจัดเต็ม หากใครจะมากับผม เดี๋ยวผมจะพาตะลุยแน่น๊อนนนนนนน !!!!

 

เสร็จจาก Morning Trip แล้ว เราก็กลับมาทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นก็เช็คเอาท์เพื่อเตรียมเดินทางกลับเข้าไทเปครับ จุดหมายปลายทางของพวกเราในบ่ายวันนี้ก็คือจิ่วเฟิ่น เมืองโบราณแห่งขุนเขาอันเลื่องชื่อนั่นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป เร็วๆ นี้ครับ !!!