ในช่วงปีนึงที่ผ่านมา เราได้ยืนชื่อ “เกาะฟู้โกว๊ก” อยู่บ่อยๆ หลายกระแสเค้าว่าเกาะนี้กำลังมา!! เพราะนี่เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของเวียดนาม จุดเด่น คือมีหาดทรายขาวละเอียด ทะเลสวย ทรัพยากรทางทะเลยังคงสมบูรณ์ แถมยังมีอาหารทะเลสดๆ ราคามิตรภาพให้เลือกกินเพียบ!!

แบรนด์ดังอย่าง Dusit Princess จากเมืองไทย ก็ไม่รอช้า เปิดให้บริการ Dusit Princess Moonrise Beach Resort Phu Quoc (ชื่อยาวจังฟะ!!) กับทำเลดี ณ หาด “ไบเตรือง” ซึ่งเป็นหาดสวย ทรายขาว สงบ แถมยังอยู่ใกล้กับโซนท่องเที่ยว และใกล้สนามบินแค่ 5 กม. เท่านั้นเอง!!

ถ้าคุณวางแผนเที่ยว “ฟู้โกว๊ก” และมองหารีสอร์ทดีๆ สงบๆ แถมเดินทางสะดวกใกล้ที่ท่องเที่ยว บทความนี้เป็นประโยชน์กับคุณแน่นอนครับ

รีวิวรีสอร์ทอื่นๆ บนเกาะ “ฟู้โกว๊ก”

 

บินตรงสู่ฟู้โกว๊กสไตล์ Boutique!!

เกาะฟู้โกว๊กได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเวียดนามตอนใต้” เป็นเกาะที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเดินทางจากประเทศไทยไป “ฟู้โกว๊ก” นั้นสะดวกสุดๆ เพราะตอนนี้ Bangkok Airways เค้าเป็นเสือปืนไว เปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)–เกาะฟู้โกว๊ก เรียบร้อยแล้วจ้า!!

โดยจะบินตรงทุกวัน ด้วยเครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง

  • เที่ยวบินขาไป PG991  ออกจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิเวลา 11.30ถึงเกาะฟู้โกว๊ก เวลา 13.10.
  • เที่ยวบินขากลับ PG992 ออกจากเกาะฟู้โกว๊ก เวลา 13.50ถึงกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิเวลา 15.35.

ส่วนตัวเราว่าไปเที่ยวเกาะฟู้โกว๊ก 4 วัน 3 คืน กำลังพอดี มีเวลาได้เที่ยวทั้งทะเล เที่ยวบนเกาะ ได้นั่งดริงค์ ได้ปาร์ตี้ พักพอหายเหนื่อยแล้วกลับมาลุยงานหาตังค์เที่ยวรอบใหม่ได้สบาย 5555

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีบินตรงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน (อังคาร, พฤหัสฯ, ศุกร์ และอาทิตย์) แต่จะมีการเพิ่มเที่ยวบินสู่ฟู้โกว๊กทุกวัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป

บินกับ Bangkok Airways คือตัวเลือกที่ฉลาดสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายและบริการที่เหนือระดับ เพราะเป็นสายการบิน Full Service ที่ให้คุณได้…

  • ฟรี!! เลือกที่นั่งบนเครื่องได้ตามใจ
  • ฟรี!! โหลดน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัม
  • ฟรี!! ใช้บริการ Boutique Lounge ได้ก่อนขึ้นเครื่อง
  • ฟรี!! บริการและเครื่องดื่มอาหารบนเครื่อง

ทริปนี้เราแว่บมาใช้บริการ Blue Ribbon Club Lounge (BRC Lounge) ซึ่งเป็นเลาจน์ใหม่สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจหรือสมาชิกระดับ Premier Member เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากทุกคนครับ

ในส่วนของการบริการบนเที่ยวบิน เราว่า Bangkok Airways ทำได้ไม่แพ้ใคร จุดเด่นคงอยู่ที่พนักงานต้อนรับที่ยิ้มสวย ยิ้มเก่ง มารยาทดี จะเหน็ดเหนื่อยหน้ามันขนาดไหน ก็ยิ้มแย้มบริการตลอดเวลา เรียกคะแนนจากผู้โดยสารได้เยอะครับ ณ จุดจุดนี้

จากกรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) บินมาลงสนามบินเกาะฟู้โกว๊กจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 40 นาที สนามบินที่ฟู้โกว๊กนั้นยังใหม่มากๆ พื้นที่กว้างขวาง เพดานสูง โปร่ง เห็นได้ชัดว่าภาครัฐมองเห็นถึงการเติบโตของเกาะนี้เป็นอย่างดี

คนไทยมาเที่ยวฟู้โกว๊กไม่ต้องขอ VISA นะครับ

หลังลงเครื่องและรับกระเป๋าแล้วเราสองคนก็ผ่าน ตม. ออกมาที่ Arrival Hall ด้านนอก (คนไทยมาเวียดนามไม่ต้องขอ VISA นะ) เราพบว่า Counter ขาย Sim Card เค้าไม่เปิด!! 55555 เท่าที่หาข้อมูลก่อนมา บอกว่ามีแบบ 6 GB ราคา 250,000 ดอง เน็ตแรงใช้ได้ ถ้าที่สนามบินไม่มี ให้ไปซื้อระหว่างทางเข้าเมืองได้ครับ มีขาย

สำหรับการเข้าพักที่ Dusit Princess Moonrise Phu Quoc นั้น ทางรีสอร์ทจะส่งรถตู้มารับจากสนามบิน (เดินออกมาให้สังเกตป้ายชื่อโรงแรม) ใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็ถึงแล้ว

 

รู้จักกับ Dusit Princess Moonrise Phu Quoc

รีสอร์ทแห่งนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า Dusit Princess Moonrise Beach Resort Phu Quoc (เราขอเรียกๆ สั้นๆ จากนี้ว่า Dusit Princess Moonrise ก็แล้วกันนะ) เป็นรีสอร์ทในเครือ Dusit Princess ที่เพิ่งเปิดใหม่ ช่วง พ.ค. 2018 นี่เอง ข้อได้เปรียบของ Dusit Princess Moonrise คือทำเลครับ!!

Dusit Princess Moonrise ตั้งอยู่บนหาด “ไบเตรียง” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะฟู้โกว๊ก มีหาดทรายขาวละเอียด ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ในฤดูท่องเที่ยวคลื่นลมจะสงบ ทะเลสวย โรแมนติกเหมาะแก่การชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน และจะยิ่งสวยสุดๆ ในคืนพระจันทร์เต็มดวง สมกับชื่อ Moonrise จริงๆ

ที่สำคัญคือรีสอร์ทตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และ Phu Quoc Night Market จึงตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและเพื่อความบันเทิงได้พร้อมๆ กัน

Dusit Princess Moonrise นั้นออกแบบด้วยคอนเซ็ปท์ “หมู่บ้านชาวประมง” ในสไตล์ Contemporary (ร่วมสมัย) ที่ผสมผสานสไตล์ของดุสิตเข้ากับวัฒนธรรมเวียนามได้อย่างกลมกลืน เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและช่วยลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเราสังเกตได้ทั้งจากป้ายรณรงค์ภายในห้องพักและตามมุมต่างๆ ของรีสอร์ท

นอกจากนี้ยังรณรงค์ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดการทำลายธรรมชาติ เช่น หลอดดูดน้ำ, หวี และแปรงสีฟันทำจากไม้ ถุงบรรจุผลิตภัณฑ์ก็ทำจากแป้งข้าวโพดที่ย่อยสลายได้ ขวดน้ำในโรงแรมเน้นใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก ระบบทำน้ำอุ่นใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ แล้วยังมีระบบบำบัดน้ำเสียแบบเข้มข้น เพื่อลดการปล่อยน้ำเสียสู่ท้องทะเลอีกด้วย อันนี้ขอปรบมือรัวๆ เลยครัส ^_^

ห้องพักมี 108 ห้อง 5 Room Type ได้แก่

  • Deluxe (32 ตร.ม.)
  • Premium Deluxe (32 ตร.ม.)
  • Junior Suite (60 ตร.ม.)
  • Executive Suite (64 ตร.ม.)
  • Moonrise Suite (90 ตร.ม.)

หมายเหตุ : หากเข้าพักตามแพ็คเกจ “บินหรู​ อยู่ดี” ของสายการบิน Bangkok Airways ห้องที่ได้จะเป็นห้อง Deluxe Garden View นะครับ อ่านรายละเอียดโปรโมชั่น ตอนท้ายของบทความได้ครับ

 

ห้องพัก Premium Deluxe

ห้องที่เราเข้าพัก คือ ห้อง Premium Deluxe ซึ่งอยู่บนชั้น 5 ของรีสอร์ท มีพื้นที่ใช้สอยในห้อง 32 ตร.ม. จุดเด่นคือมีระเบียงส่วนตัวขนาดประมาณ 7 ตร.ม. ให้ชมวิวทะเลได้แบบเต็มๆ!! ถ้ามาเที่ยวพักผ่อน เราขอชวนคุณนั่งชมวิว “พระอาทิตย์ตกดิน” ไปพร้อมๆ กับรอชม “พระจันทร์ขึ้น” ครับ บอกเลยว่าคุ้มค่าการรอชมจริงๆ

ภายในห้องพักนั้นออกแบบให้เพดานสูง มีการใช้ไม้มาเป็นส่วนประกอบหลักในการตกแต่ง โดยเน้นโทนขาว, น้ำตาล, ฟ้า และเหลืองมัสตาร์ด เราชอบไอเดียที่เค้าเอาเสื่อมาติดบนฝ้าเพดาน ได้ฟีล Tropical ดีจริงๆ

ส่วนห้องน้ำนั้นจะวาบหวิวนิดๆ เพราะออกแบบมาให้เลื่อนเปิด-ปิดได้ ถ้าคุณอยากแช่น้ำและชมวิวไปด้วย หรืออยากมีมู๊ดโรมานซ์กับคนรัก เราแนะนำให้ “เปิด” โดยเลื่อนบานประตูห้องน้ำออก คุณก็จะแช่อ่างน้ำมองเห็นวิวทะเลผ่านระเบียงได้แบบสบายๆ

ข้าวของเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องมีให้แบบครบๆ ทั้ง Amentities, กาต้มน้ำร้อน, ตู้เซฟ, ไดร์เป่าผม, ร่ม, ชุดคลุม, TV ฯลฯ ราคา Minibar ถือว่าไม่แรงเท่าไหร่ (เทียบกับในบ้านเรา)

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก   

  • ฟรี Internet ความเร็วสูง
  • ทีวีจอ LCD ขนาด 43 นิ้ว พร้อมช่องเคเบิ้ล, แอร์, ตู้เซฟ
  • ฟรี น้ำดื่มทุกวัน มินิบาร์ ชากาแฟ
  • โต๊ะทำงานกว้างขวางพร้อมเก้าอี้ และพื้นที่นั่งเล่น
  • ฝักบัวอาบน้ำ ชุดของใช้ในห้องน้ำ ชุดคลุมนุ่มมาก
  • ระเบียงส่วนตัว และเก้าอี้สำหรับอาบแดด
  • อ่างอาบน้ำ

ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำจะเน้นสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ตะไคร้, มะนาว เพื่อลดการใช้สารเคมี และลดการปล่อยเคมีลงสู่ธรรมชาติ

เราเห็นมี Welcome Set ในห้อง เป็นชุดผลไม้และไวน์ 1 ขวด อันนี้เราเข้าใจว่าเป็น Complimentary  จากรีสอร์ทมากกว่า แขกทั่วไปที่มาพักน่าจะไม่ได้เซ็ทนี้นะครับ

 

บรรยากาศภายในรีสอร์ท

แม้ Dusit Princess Moonrise จะเป็นรีสอร์ทขนาดกลาง มีห้องพักเพียง 108 ห้อง แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ตอบสนองลูกค้าแบบครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำ, Pool Bar, สปา, ฟิตเนส, ห้องอาหารไทย, ห้องอาหารนานาชาติ, ห้องจัดเลี้ยง, ห้องบอลรูม, ห้องประชุม, บาร์เครื่องดื่ม รวมไปถึงบริการรถรับ-ส่ง บริการซักรีด และบริการพี่เลี้ยงเด็ก

การออกแบบรีสอร์ทเน้นความโปร่ง, เน้นใช้ประโยชน์จากลมทะเลและแสงธรรมชาติ โดยเลือกใช้โทนสีส้ม, น้ำตาล, เขียวขี้ม้า และสีขาวเป็นโทนสีของรีสอร์ท ในขณะเดียวกันก็ยังใช้ประโยชน์จากร่มไม้ของต้นมะพร้าวและต้นไม้อื่นๆ เพื่อสร้างความร่มรื่นและสร้างสีเขียวให้กับรีสอร์ท

 

ห้องอาหารซอย 14

ไม่รู้ทำไมถึงตั้งชื่อนี้ แต่บอกเลยว่าโดนใจ เพราะบ้านเราเองก็อยู่ซอย 14 เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ซอยบ้านเราของอร่อยน้อย แต่ “ร้านอาหารซอย 14” ของที่ Dusit Princess Moonrise นั้นเต็มไปด้วยของอร่อย!! เน้นอาหารไทยแนวสตรีทฟู๊ด อาทิ ผัดไท, ส้มตำ, ผัดกะเพรา เอามาแต่งตัว ปรุงรสให้คงที่ แล้วเสิร์ฟให้แขกผู้มาพักได้ลิ้มลอง “รสชาติความเป็นไทย”

การจัดสำรับนั้นทำได้สวย ทั้งการแกะสลัก การเลือกใช้ภาชนะ ทั้งหมดนี้ควบคุมโดยหัวหน้าเชฟจากประเทศไทย เราเองก็ได้รู้มาว่าเครื่องปรุงและวัตถุดิบหลายย่าง ก็ import มาจากประเทศไทยเลยนะจ๊ะ ^_^

สำหรับห้องอาหาร “ซอย 14” เปิดให้บริการตั้งแต่ 11:00 – 20:00 น.) บรรยากาศดี ตกแต่งสวยงาม เราว่าเหมาะแก่การนั่งชมวิวทะเลและอิ่มอร่อยกับอาหารไทยไปพร้อมๆ กัน

 

Palm Kitchen

เป็นห้องอาหารนานาชาติ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:30 – 22:00 น. โดยช่วงเช้า 06:30 – 10:00 น. จะเป็นบุพเฟ่ต์อาหารเช้า ตั้งแต่ 11:00 – 22:00 น. จะเป็น A la cart จุดเด่นของห้องอาหาร คือ การตกแต่งที่ดูมีสีสัน เน้นเพดานสูงดูโปร่ง เน้นโทนสีขาว, น้ำตาล ฟ้า, เหลือง เป็นโทนสีหลัก มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ มีการใช้วัสดุธรรมชาติมาประกอบการตกแต่ง ทำให้รู้สึกโล่ง มีเอกลัษณ์เฉพาะตัว

อาหารเช้าที่เสิร์ฟเป็นแบบนานาชาติ ทั้งยุโรป, เวียดนาม และจีน ความหลากหลายนั้นมากพอสมควร การ Display อาหารทำได้ดี เก๋มากเชียวล่ะ แต่ส่วนตัวเราว่าคุณภาพอาหารและคุณภาพวัตถุดิบยังไม่ดีเท่าไหร่ รสชาติยังกลางๆ ไม่โดดเด่นมาก

เบื้องต้นมีการแนะนำให้ทางรีสอร์ทรับทราบแล้ว เชื่อว่าปัจจุบันน่าจะมีการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นได้แน่นอน

 

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยว

2 วัน 1 คืน กับการเข้าพัก Dusit Princess Moonrise Beach Resort Phu Quoc ดูจะสั้นเกินไปสำหรับการมาใช้บริการ ควรมีสัก 3 วัน 2 คืน น่าจะกำลังดี ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว คือ ระหว่างเดือน พฤศจิกายน – มีนาคม ช่วงนั้นฟ้าจะสวย ทะเลสงบ ลมไม่แรง เที่ยวได้สนุกเลยครับผม

รีสอร์ทแห่งนี้เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่กำลังมองหาที่พักไม่ไกลจากสนามบินและแหล่งท่องเที่ยว ตอบโจทย์ทั้งความสงบ ไม่พลุกพล่าน การบริการอยู่ในระดับที่ดี อาจมีขาดตกบกพร่องบ้าง ก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติที่พบเจอได้ในโรงแรมเปิดใหม่ครับ

 

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยวเป็นดังนี้

  • ทำเลที่ตั้งและการออกแบบ 4.5/5
  • การบริการและความใส่ใจ 4/5
  • ห้องพัก, ที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวก 4.5/5
  • รสชาติอาหารและความหลากหลาย 4/5
  • ประสบการณ์ที่ได้รับในการเข้าพัก 4/5

คะแนนรีวิวรวม 4.2/5

 

 

ราคานี้รวม

  • ตั๋วชั้นประหยัด กรุงเทพฯ – ฟู้โกว๊ก – กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Bangkok Airways (รวมภาษีสนามบินและภาษีน้ำมันแล้ว)
  • ที่พักในราคาห้องพักคู่ รวมอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่ Palm Kitchen พร้อมบริการรับส่งสนามบิน – โรงแรม – สนามบิน
  • ประกันการดินทางอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท
  • ฟรี อินเตอร์เน็ต
  • ฟรี ฟิตเนส
  • ส่วนลด 15% สำหรับสปา
  • ส่วนลด 15% สำหรับห้องอาหาร ซอย 14 (ห้องอาหารไทย

ราคานี้ไม่รวม

  • ค่าน้ำหนักกระเป๋าที่เกินกว่าที่สายการบินกำหนด (20 กิโลกรัม)
  • ค่าเช้าชมสถานที่ต่างๆ
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนอกเหนือจากรายการ อาทิ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าซักรีด เป็นต้น
  • ค่าวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติและค่าหนังสือเดินทาง
  • ภาษีท่องเที่ยว (หากมีการเรียกเก็บ)
  • ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ค่าทิป

สนใจติดต่อได้ที่

E-mail : info@bangkoktravelclub.co.th
LINE : bangkoktravelclub
โทร : 02-2655700
เว็บไซต์ : www.bangkoktravelclub.co.th