ขอต้อนรับนักเดินทางสู่ “Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส)”
ดินแดนเหนือจินตนาการ เตรียมตัวพบกับสัตว์วิเศษที่จะส่งต่อการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น
ให้ท่านได้เพลิดเพลินราวกับเดินทางอยู่ในความฝันที่ซ้อนทับอยู่กับความจริง…

ขอให้สนุกกับการท่องเที่ยวในดินแดนลี้ลับแห่งนี้
บางทีความฝันอาจซ้อนทับกับความจริง จนแยกไม่ออกอยู่บ้าง ขอท่านจงอย่าชะล่าใจ”

Minotaur

ถ้าคุณคือแขกของ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) ข้อความเดียวกันนี้จะอยู่ใน Welcome Card เมื่อคุณมาเข้าพักที่โรงแรม… ท่ามกลางการแข่งขันของโรงแรมและรีสอร์ทมากมายทุกวันนี้ นอกจากจะบริหารโรงแรมให้ตอบโจทย์ผู้เข้าพักแล้ว การสร้างคอนเซ็ปท์ให้ผู้คนจดจำ คือหนึ่งในวิธีที่ได้ผลกับคนในยุคนี้

มาครับ!! เราจะพาคุณเข้าพำนักยังดินแดนเขาวงกตลี้ลับนี้ ให้เพลิดเพลินเจริญใจ!!

ข้อมูลทั่วไปของ Hotel Labaris

เป็นที่พักกึ่งโรงแรมกึ่งรีสอร์ทสไตล์ยุโรป ที่ผสมคอนเซ็ปท์เทพนิยายของดินแดนในจินตนาการท่ามกลางขุนเขา เข้ากับสถาปัตยกรรมกลิ่นอายอังกฤษยุคเก่า แวดล้อมด้วยแมกไม้ใหญ่น้อยหลากหลายพันธุ์กว่า 600,000 ต้น เกิดเป็น “โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ (Hotel Labaris Khao Yai)” หนึ่งในที่พักสุดร่มรื่น ที่เราเชื่อว่าห้องพักจะถูกจองเต็มยาวๆ ตลอดปลายปีนี้แน่นอน!!

คำว่า Labaris มีที่มาจากคำว่า Labyrinth ที่แปลว่า “เขาวงกต” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “สวนเขาวงกต” ที่เป็นกิมมิคทางเดินสู่ทุกห้องพักของแขกผู้มาเยือน Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) ด้วยเช่นกัน

Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) ประกอบด้วยห้องพักรวม 60 ห้อง จาก 3 Room Type (Duplex Room, Grand Deluxe Room และ Deluxe Room)  และห้องพัก Pool Villa จำนวน 10 หลัง มีสิ่ง Facilities ไว้รองรับมากมาย อาทิ

  • ร้านกาแฟ Rabbit Cafe
  • ร้านอาหาร The Fable Feast Meat & More (Grilled Bar and Thai Cuisine)
  • ห้องบอลรูม ขนาดใหญ่ รองรับได้มากถึง 120 คน
  • มีพื้นที่จัดงานกลางแจ้ง รายล้อมด้วยสนามหญ้ากว้าง
  • สระน้ำวนกลางสวนป่า และสระเด็กพร้อมสไลเดอร์

พื้นที่ของ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) แบ่งเป็น 5 โซน (5 Chapters) เริ่มต้นกันที่

Chapter 1 : Welcome Zone

โซนนี้ถือเป็นโซนแรกที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปได้เข้ามารู้จักกับ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) จากริมถนนธนรัตน์แค่คุณขับเลี้ยวขวาเข้ามา ก็จะได้สัมผัสกับความร่มรื่นของหมู่แมกไม้ สวนกว้างๆ และสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่เปิดให้คุณเข้ามาเดินเล่น ถ่ายภาพ ได้ตามอัธยาศัย

พื้นทางเดินในสวนของ Welcome Zone ทำจากยางอัด (เหมือนในสนามกีฬาและสนามเด็กเล่น) เกิดจากความตั้งใจของเจ้าของโรงแรม ที่อยากสร้างพื้นที่บริเวณนี้ให้เด็กๆ ได้มาวิ่งเล่นอย่างอิสระ ยิ่งช่วงบ่ายแก่ๆ ยิ่งเหมาะจะมาเดินเล่นโซนนี้เป็นที่สุด

อีกหนึ่งไฮไลท์ของโซนนี้ คือ ร้านกาแฟชื่อ “Rabbit Cafe” คาเฟ่น่ารักๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังเนินดิน คล้ายๆ โพรงกระต่าย ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาว-น้ำตาล โดยมีไม้และปูนเป็นวัสดุหลัก ด้านในร้านมีพื้นที่ไม่กว้างมาก ด้วยตั้งใจให้ลูกค้าได้ออกมาเดินเล่น-ถ่ายรูปเล่นในสวน

จุดเด่นของ Rabbit Cafe คงจะเป็นกลิ่นหอมของกาแฟคั่วสด ที่ทางโรงแรมเลือกใช้เมล็ดกาแฟไทยหลายชนิด มาทำเป็น House Blend Coffee ซึ่งก็ได้รสชาติและความหอมเฉพาะตัวดีทีเดียว

เมนูแนะนำได้แก่

  1. Sakura Matcha Float ไอศกรีมชาเขียวเข้มข้น แต่กลิ่นซากุระจางไปหน่อย โดยรวมถือว่าอร่อย!!! ต้องลองจ้า
  2. Passion Iced Tea เป็นเมนู Signature ที่ให้ความสดชื่นมาก น้ำลิ้นจี่ผสมเสาวรสผ่าครึ่งซีกเป็นท้อปปิ้งด้านบน เป็น combination ที่ลงตัวมาก รสไม่จี๊ดจ๊าด เหมาะสำหรับ Refresh ตัวเองยามบ่าย
  3. Jack Lapin น้ำแครอทแก้วนี้ทานแล้วสดชื่น ทานได้สบายๆ หวานหอม ไม่เปรี้ยว
  4. Coffee Shake  แก้วนี้น่าลอง!! กาแฟรสเข้มข้น หวานน้อย มี Texture เกล็ดน้ำแข็งกรอบๆ เคี้ยวเพลิน ชอบๆ
  5. Labaris Waffle with Ice-Cream : วาฟเฟิลหนานุ่ม ความกรอบของขอบเป็นเอกลักษณ์ดีมาก คุณภาพวัตถุดิบดี ยิ่งชูรสทุกอย่างให้เมนูดียิ่งขึ้นอีก พอทานคู่กับไอศกรีมวนิลาเนื้อดี สตอร์เบอร์รี่ออกเปรี้ยว พอราดน้ำไซรัปปุ๊บเข้ากันทันที!! จานนี้แนะนำครับ!!! 

Chapter 2 : The Heart of Labaris

โซนที่ 2 จัดเป็นโซนส่วนตัวเฉพาะผู้เข้าพัก บรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นไม้และร่มเงา โซนนี้ประกอบด้วยปราสาทหลังคาทรงแปลกตา 2 หลัง ได้แก่ Starry Castle และ Midnight Castle มีห้องพักรวม 60 ห้อง แต่ละห้องมีประตูทางเข้าของตัวเอง พร้อมสวนเขาวงกตที่จะพาคุณตรงสู่ห้องพัก

หากขับรถมาเองให้มาจอดรถที่ชั้นใต้ดิน จะมีรถกอล์ฟของโรงแรมมารับคุณและสัมภาระ เพื่อพาไปเช็คอิน (หรือจะเดินขึ้นบันไดมาเองก็ได้นะ เร็วกว่านั่งรถกอล์ฟ) แขกผู้เข้าพักจะได้รับ Welcome Card จาก King Minotaur (ภายในประกอบด้วยคีย์การ์ด, รหัส Wi-Fi, ฯลฯ) จากนั้นพนักงานจะนำทางคุณไปยังห้องพัก

ห้องพักของโรงแรมมี 3 Room Type ประกอบด้วย

ห้อง Deluxe พื้นที่ใช้สอย 43.1-47.08 ตร.ม. พร้อมระเบียงส่วนตัว ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง LED 49 นิ้ว, ตู้เย็น, ฟรีมินิบาร์, โต๊ะเขียนหนังสือ, โซฟา, ไดร์เป่าผม, เสื้อคลุมอาบน้ำ, Free Wi-Fi พร้อมเตียงนอนขนาด King Size (หรือเตียงคู่)

ห้อง Grand Deluxe พื้นที่ใช้สอย 55.24 ตร.ม. พร้อมระเบียงและทางเดินสู่สวน ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง LED 49 นิ้ว, ตู้เย็น, ฟรีมินิบาร์, โต๊ะเขียนหนังสือ, โซฟา, ไดร์เป่าผม, เสื้อคลุมอาบน้ำ, Free Wi-Fi พร้อมเตียงนอนขนาด King Size (หรือเตียงคู่)

ห้องพัก Grand Deluxe ทุกห้องจะอยู่ที่ชั้น 1 ซึ่งบางห้องทำไว้รองรับผู้พิการ และบางห้องจะมีประตูเชื่อมระหว่างห้องด้วย โปรดสอบถามข้อมูลจากทางโรงแรม หากต้องการพักห้องดังกล่าว

ห้อง Duplex พื้นที่ใช้สอย 64.7 ตร.ม. พร้อมระเบียงส่วนตัว พื้นที่ห้อง Duplex จะครอบคลุม 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องน้ำและห้องนั่งเล่น ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้ง LED 49 นิ้ว, ตู้เย็น, ฟรีมินิบาร์, โต๊ะเขียนหนังสือ, โซฟา, ไดร์เป่าผม, เสื้อคลุมอาบน้ำ, Free Wi-Fi พร้อมเตียงนอนขนาด King Size (หรือเตียงคู่)

ทั้ง 3 Room Type มีห้องน้ำลักษณะคล้ายๆ กัน คือมีพื้นที่เยอะมากเมื่อเทียบกับโรงแรมทั่วไป ภายในตกแต่งเน้นโทนสีขาว-ดำ แบ่งห้องอาบน้ำและห้องสุขาแยกกัน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าพื้นที่ว่างในห้องน้ำเยอะจนดูโหรงเหรงไปหน่อย

Chapter 3 : Explore The Secret Room

ถ้าคุณเลือกเข้าพัก Pool Villa นี่คือโซนของคุณ ที่ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) เรียกที่นี่ว่า Secret Village เพราะนี่คือสวนที่ล้อมรอบด้วยกระจก ที่ช่วยพรางสายตาให้ Pool Villa แต่ละห้องถูกซ่อนอย่างเป็นส่วนตัว

Pool Villa จำนวน 10 หลัง ประกอบด้วยแบบ Villa ห้องนอนเดียว และ Villa 2 ห้องนอน แต่ละหลังมีสระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมแนวรั้วต้นไม้บังสายตา ให้ความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะกับคู่รักและครอบครัว ที่อยากมาพักผ่อนส่วนตัวแบบสบายๆ หรืออยากจะมาปาร์ตี้ส่วนตัว ก็สามารถนะ

พื้นที่ใช้สอยของ Villa แต่ละแบบนั้นไม่เท่ากัน โดยที่

  • Pool Villa มีพื้นที่ 129.7 ตร.ม. (พื้นที่สระ 12.69 ตร.ม.)
  • Pool Villa 2 Bedroom  มีพื้นที่ 302.6 ตร.ม. (พื้นที่สระ 30 ตร.ม.) ห้องนอนทั้งสองห้องถูกคั่นด้วยห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่

Chapter 4 : Tracking The Beauty of Romance

ห้องอาหารหลักของ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) คือ The Fable Feast Meat & More (Grilled Bar and Thai Cuisine) ให้บริการอาหารแบบตั้งแต่เช้าจรดเย็น เป็นห้องอาหารที่ออกแบบได้สวยแปลกตามาก จั่วหลังคาเป็นทรงสูงคล้ายศาลาไทยหลายๆ หลังมาเชื่อต่อกัน (ผิวหลังคาเป็น Shingle Roof) ภายในห้องอาหารตกแต่งสไตล์ Modern Loft + Industrial เน้นใช้วัสดุที่เป็นเหล็ก ไม้และปูน ดูดิบดุดัน แต่ก็โปร่งสบายตาด้วยการใช้กระจกสูงเปิดรับแสงจากภายนอก เสริมความเรียบหรูด้วยเฟอร์นิเจอร์และโคมไฟ เป็นห้องอาหารดีไซน์เก๋ที่เปิดให้เราดื่มด่ำกับบรรยากาศของเขาใหญ่ได้เป็นอย่างดี

ด้านหน้าห้องอาหาร จะมี Cattle Queen (ราชินีแห่งสรรพสัตว์) รูปร่างเป็นกวางที่มีปีกและมีเขาที่ประดับด้วยกุหลาบ คอยยืนต้อนรับแขกผู้มาเยือนอยู่ ใครมาทานอาหารที่ Labaris Restaurant อย่าลืมถ่ายภาพคู่กับ Cattle Queen และบรรดาสัตว์วิเศษต่างๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ในโรงแรมด้วยนะ ^^

Good Afternoon Tea

ทุกวันเวลาบ่าย 3 โมง Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) จะมีบริการ Afternoon Tea ครับ เลือกได้ว่าจะทานในห้องอาหาร The Fable Feast Meat & More (Grilled Bar and Thai Cuisine) หรือจะให้เสิร์ฟที่ริมสระน้ำ ถ้าอยากถ่ายรูปสวยแนะนำตรงมุม Pool Bed ริมสระน้ำเลยครับผม (แต่บางช่วงของปี แถบเขาใหญ่จะมีแมลงวันรบกวนเยอะ อาจต้องระวังตรงจุดนี้ด้วยนะ)

Afternoon Tea ที่นี่เสิร์ฟมาในถาดกระจกพร้อมกาน้ำชาแบบใส (เก๋มากกก) มีเบเกอรี่รวม 8 ชิ้นวางรอบถาด คือ บราวนี่เคี้ยวหนึบหนับ ช็อกโกแลคเข้มข้น, ปลาแซลมอนค็อกเทล รสชาติเข้ากันดี, เดนิชบลูเบอร์รี่, เดนิชทวีส, นิวยอร์คชีสเค้ก, เค้กมะม่วง, เค้กกีวี และพานาคอสต้าซอสมะม่วง (ขนมแต่ละชนิดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม)

มีชาหอมๆ ที่เบลนด์เองให้เลือก 4 ชนิด  

  • Fair Rosamund : เราชอบกลิ่นของชาตัวนี้มาก เป็นชากุหลาบผสมช็อกโกแลตให้กลิ่นหอมอบอวลในปากสุดๆ ยัยหมวยปลื้มมากกก
  • Earl Grey de la Crème : ชาเอิร์ลเกรย์ผสมกลิ่นหอมๆของวนิลลา
  • The Lore of Labaria
  • French Ecstasy

ช่วงเวลาที่โรแมนติกที่สุด ณ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) คือ ช่วงมื้อค่ำ ไม่ว่าคุณจะเป็นแขกของโรงแรมหรือไม่ คุณก็สามารถเข้ามาอิ่มอร่อยกับอาหาร สไตล์ “Grilled Bar & Thai Cuisine” ที่โดดเด่นเรื่องสเต็กและอาหารฟิวชั่น ตอบโจทย์ทั้งคนชอบอาหารไทยและอาหารตะวันตก

ตั้งแต่โรงแรมเปิด (มีนาคม 2562) จนถึงทุกวันนี้ ทางโรงแรมมีพัฒนาการด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ยอมรับเลยว่าตอนนี้อาหารที่ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) อร่อยถูกใจเรายิ่งนัก!!! เชฟปรุงเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ วัตถุดิบดี ประทับใจแทบทุกเมนูเลยครับคุณ

เมนูแนะนำ

1. โทมาฮอว์ก 2 GR วากิวออสเตรเลีย (Tomahawk 2GR Wagyu Australian)  : เมนูนี้อร่อยแบบเซอร์ไพร์สสุดๆ เนื้อริบอายติดกระดูกทั้งเส้น น้ำหนัก 2.40 kgs. เลือกระดับความสุกได้ เนื้อแน่นเคี้ยวสนุก แต่เนื้อออกไปทางนุ่มไม่เหนียวเลย อยากกินอีกๆๆ เสิร์ฟพร้อมซอส 5 ตัว คือ

  • ซอสซิมิชูริใช้วัตถุดิบจากเขาใหญ่โดยเอาสมุนไพร เช่น ใบมิ้นท์, ใบพาสลีย์ หอมแดง, ใบโหระพา มาสับรวมกันแล้วก็ใส่น้ำมันมะกอก ปรุงเกลือ พริกไทย
  • ชิวาซอส ตามคอนเซ็บส์ที่ทำให้ซอสมีชีวิตชีวา การผสมระหว่างน้ำจิ้มซีฟู้ด และมายองเนส ทำให้มีความเผ็ด เปรี้ยว กลมกล่อม มีความมันของมายองเนสนิดๆ
  • วิสกี้พาร์เมซาน เอาซอสพริกไทยดำมาเบิร์นในวิสกี้ เซ็ทด้วยครีมและพาร์เมซาน
  • เกลือทรัฟเฟิล จะมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิล
  • เกลือชาร์ลโคลหิมาลัย

2. ฟรัวกราส์ย่าง ผลไม้ในซอสเบอร์รี่ (Pan seared foiegras) : ฟรัวกราส์สราดด้วยซอสบลูเบอร์รี่ ตกแต่งด้วยส้ม สตรอว์เบอร์รี ทานคู่กับผักสลัดและซอสบัคซามิค จานนี้ดิสเพลย์ได้ดี มีแก้วครอบสวยงามมาก ซึ่งการที่มีแก้วครอบเพื่อไม่ให้ฟัวกราส์แห้งจากการโดนอากาศ และยังช่วยเก็บกลิ่นหอมๆ อีกด้วย ตัวฟรัวการ์สอร่อยนุ่มละมุนลิ้น หอมกลมกล่อม ไม่เลี่ยน ไม่มันเลย อร่อยเด็ดจนอยากเบิ้ลอีก จานนี้เรา Recommend ต้องสั่งๆ

3. สปาเก็ตตี้ต้มยำกุ้งแม่น้ำราดซอสไข่เค็ม (Spaghetti tom yum prawn with caramel salted egg) : สปาเก็ตตี้ต้มยำกุ้งแม่น้ำตัวโต เนื้อสุกกำลังดี ฉ่ำๆ ไม่แข็ง ไม่แห้ง ตัวต้มยำรสเข้มข้นแต่ไม่เผ็ด เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี พิเศษด้วยราดด้วยซอสไข่เค็ม ออกหวานนิดๆ มันหน่อยๆ เป็นรสชาติที่ลงตัวมาก ต้องลองๆ

4. พิซซ่าหน้ารวม แฮม เบคอน เห็ด สัปปะรด และพาร์ม่าแฮม (Pizza Labaris full house) : พิซซ่าแป้งบางกรอบที่นี่มีหลายหน้า เราขอเลือกพิซซ่า Signature ความพิเศษจะใช้แป้งฟอคคาเซีย ท้อปปิ้งด้านบนด้วยแฮม, เบค่อน, ข้าวโพด, สัปปะรด และผักร็อกเก็ตเพื่อมาเบรกพาร์ม่าแฮมที่มีรสเค็มหน่อยๆ ด้วย

5. ซุปมะเขือเทศโฮมเมด (Homemade tomato soup) : ซุปมะเขือเทศรสออกเปรี้ยวนิด ที่พิเศษกว่าที่อื่นๆ จะใส่ “แบล็คมิ้นต์” ช่วยให้มีกลิ่นหอมเย็น ทานไปเรื่อยๆ จะรู้สึกเย็นขึ้น ผ่อนคลาย กระชุ่มกระชวย สดชื่นๆ แนะนำให้ทานคู่กับฟอคคาเซียจะอร่อยเริ่ดมาก  โดยแบะฟอคคาเซียเป็นสามเหลี่ยมก่อนแล้วจิ้มซุปมะเขือเทศ ซึ่งฟอคคาเซียที่นี่จะเป็นสูตรต้นฉบับ Signature มี 3 หน้า คือ หน้ามะเขือเทศ หน้าชีส และหน้าเพรสโต้

6. มะกอกดองในสมุนไพร (Marinated olive with citrus and herbs) : มะกอกของอิตาลีมามิกซ์กับสมุนไพรและเครื่องเทศ เช่น กระเทียม ผิวส้ม ผิวมะนาว พริกแห้ง ทำให้มีความเผ็ดนิดๆ กลมกล่อมมาก ช่วยให้คนไทยทานได้ง่ายขึ้น จะทานเปล่าๆก็อร่อย หรือจะเอามาทานคู่กับสลัด, สปาเก็ตตี้ หรือเนื้อแล้วยิ่งเด็ดสุดๆ ยัยหมวยปลื้มจานนี้มากก!!!

7. สปาเก็ตตี้ทะเลซอสมะเขือเทศ มีฟอคคาเซียปิดด้านบน (Spaghetti pomodoro with seafood) : เมนูนี้เป็นที่นิยมและเรียกความว๊าวได้ดีเลย สปาเก็ตตี้ซีฟู้ดใส่มะกอก, กุ้ง, หอยแมลงภู่ Black Mussel, ปลาหมึก และแอนโชวี่ เอามาผัดให้เข้ากันแล้วใส่กระทะแล้วปิดทับด้านบนด้วยแป้งฟอคคาเซีย จากนั้นนำไปอบ แป้งก็สามารถทานได้หรือจะเอาไปจิ้มกับซอสมะเขือเทศก็อร่อยเด็ดมาก

8. เนื้อวากิวตุ๋นไข่ดาวน้ำ (Braised Wagyu Osso buco, onzen egg) : ใช้เนื้อวากิวส่วนกระดูกหน้าแข้งวัวไปตุ๋นในซอสเกรวี่ประมาณ 8-12 ชั่วโมง ตรงกลางของเนื้อจะเป็นเจลาตินไขมันทานแล้วเสริมคอลลาเจน จากนั้นนำน้ำมันมะกอกที่ดองกระเทียมจนนิ่มสุกมาผัดกับข้าวทำให้ได้ข้าวมีกลิ่นหอม มีความมันหน่อยๆ เอามาทานคู่กับไข่ดาวน้ำเยิ้มๆ (Poached Egg) แล้วอร่อยดี

9. ลาบาริสแพลตเตอร์ (Signature platter) : เมนูนี้ตอบโจทย์คนชอบทานทั้งเนื้อวัว และซีฟู้ดไปพร้อมกัน ซึ่งมีเนื้อเทนเดอร์ลอยน์, เนื้อแกะ, หอยเชลล์ และกุ้งลายเสือ เสิร์ฟในถาดไม้ยาวๆ

10. สลัดอกเป็ดรมควัน ฟรัวกราส์ และไข่เป็ด (What the Duck salad) : เมนูนี้รวมมิตรเป็ด ซึ่งจะเป็นผักสลัดทานคู่กับฟรัวการ์ส, เนื้อเป็ดสไลด์บาง และไข่ดาวน้ำเป็ด ตัดรสด้วยความเปรี้ยวด้วยส้ม และมะเขือเทศราชินี ทานแล้วสดชื่นดี ชอบฟรัวการ์สรสดีมาก หอมอวลๆในปาก ไม่มีกลิ่นคาวและเลี่ยนเลย ถือว่าเป็นเมนูฟิวชั่นที่เข้ากันดีมาก

11. ไส้กรอกรวมย่าง (Mixed Grilled Sausage) : ความพิเศษของเมนูนี้ คือ เอาไส้กรอกไปต้มในเบียร์แล้วนำไปย่างจะได้กลิ่นหอมๆ ไส้กรอกเนื้อแน่น กัดเต็มๆคำ สไตล์เยอรมัน ทานคู่กับเซาเออร์เคราท์ (กะหล่ำปลีดอง), มัสตาร์ด และเพรทเซลเบสแป้งฟอคคาเซีย

12. ซุปครีมกุ้งล็อปสเตอร์ (Lobster bisque soup) : เมนูนี้จะเสิร์ฟแบบแยกซุปกุ้งล็อปสเตอร์ ซึ่งพนักงานจะเทให้ที่โต๊ะ รสชาติถือว่าเข้มข้น กลมกล่อมกำลังดี

13. มันหวานทอด (Sweet potato fries) : เฟรนช์ฟรายส์มันส้มทานคู่กับซอส 2 แบบ ทอดมาได้ดี ไม่อบน้ำมัน รสชาติหวานมัน กรอบนาน อร่อยจากมันแท้ๆ

14. ส้มตำผลไม้กุ้งเขาใหญ่ตามฤดูกาล (Spicy Fruit salad with shrimp (Seasonal Fruit) : กุ้งสดลวกมาดี เนื้อแน่นดี เคี้ยวแล้วมีรสสัมผัสดี ผลไม้มีความเป็นเบอร์รี่ทั้ง สัปปะรด, องุ่น, สตรอว์เบอร์รี, แก้วมังกร, แอปเปิ้ลเขียว, แอปเปิ้ลแดง, มะเขือเทศราชินี มีถั่วลิสงให้ความกรุบกรอบ ทานแล้วสดชื่น ยิ่งมาทานคู่กับแกง หรือปลา ตัดเลี่ยนได้ดีมาก

15. แกงเขียวหวานเนื้อออสเตรเลียนเซอร์ลอยด์พริกขี้หนู (Green curry Australian sirloin beef and roti) : จานนี้แนะนำจ้า เนื้อวัวนุ่มดีมากกก หอมกะทิอ่อนๆ ตัวกะทิไม่ได้ข้นมาก รสชาติดี อร่อยมาก

16. พะโล้สะโพกไก่ หนังไก่กรอบ (Chicken with sweet brown sauce) : สะโพกไก่ตุ๋นมาละลายในปาก น้ำพะโล้ใสๆ ไม่ได้ข้นมาก แต่รสชาติดี ทานกับหนังไก่มีเทคเจอร์ลงตัวมาก

17. ปลากะพงอบสมุนไพร (Roasted seabass with herbs) : ปลากะพงทั้งตัวนึ่งมาพร้อมกับใบตองทำให้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อปลาสดมีความฉ่ำๆ แบบ Juicy ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วทานเพลินเลยหล่ะ

18. ยำมะม่วงท้องปลาแซลมอนย่าง (Mango Salad with Salmon Belly) : เมนูฟิวชั่นที่เข้ากันลงตัว และเอาไปตัดเลี่ยนได้ดี ท้องปลาแซลมอนทอดกรอบแบบไม่อมน้ำมัน เอามาคลุกเคล้ากับยำมะม่วง รสออกเปรี้ยวนิด อมหวานหน่อยๆ

19. ปอเปี๊ยะผักขมและชีส (Spinach cheese Spring Rolls) : ปอเปี๊ยะแป้งบาง ทอดกรอบ ไม่อมน้ำมัน สอดไส้ชีสเน้นๆ และผักขม ถือว่ารสชาติมาตรฐาน ผ่านครับ

อีกจุดเด่น คือ บาร์เครื่องดื่มกลางห้องอาหาร ที่พร้อมเสิร์ฟความสดชื่นให้กับผู้มาเยือน ด้วยหลากหลายด้วยเครื่องดื่ม ทั้ง กาแฟสด, น้ำผลไม้, Cocktail Signature และไวน์คุณภาพดีจากทุกมุมโลก

เราแนะนำให้ลองสั่ง Falling Star หนึ่งใน Signature Cocktails มาลองดื่มครับ ค๊อกเทลผสมเหล้ากลิ่นลิ้นจี่, ไซรับลิ้นจี่ และ Sparkling Wine แก้วนี้ ช่างพร่างพราวเหมือนได้ดื่มฝนตาวตกเลยทีเดียว!!

บริการมื้อเช้าแบบ International Buffet

มื้อเช้าของโรงแรม จัดเสิร์ฟที่ The Fable Feast Meat & More (Grilled Bar and Thai Cuisine) เช่นกัน ให้บริการตั้งแต่เวลา 06:30 – 10:30 น. ไลน์อาหารมีให้เลือกเยอะเลยล่ะ วัตถุดิบต่างๆ ที่เลือกใช้จัดว่าดี ทั้ง แฮม, ไส้กรอก,​แฮชบราวน์ โดยเฉพาะกาแฟสดนั้นจัดว่าดีสมคำโฆษณาที่บอกว่า “ใช้กาแฟคั่วสด ที่ทางโรงแรมคัดเมล็ดกาแฟไทยหลายชนิด มาทำเป็น House Blend Coffee” เลยล่ะ!!

เมนูที่ต้องลอง ได้แก่

  • ครัวซ็องและเบเกอรี่ : ถ้าชอบทานขนมปังอบเป็นมื้อเช้า บอกเลยคุณจะไม่ผิดหวัง ครัวซ็องแป้งดี ขนมปังก็เลือกใช้ของดี เบเกอรี่ที่นี่ดีงาม
  • ก๋วยเตี๋ยวไก่ : เฮ้ย!! อันนี้ดีงาม ต้องลองเลยหล่ะ!! น้ำซุปดี ไก่ก็ตุ๋นมาเปื่อยกำลังดีเลย เชฟทำเสิร์ฟให้ชามต่อชาม ดีงามครับผม!!
  • Waffle : ก็จัดว่าดี แป้งหอม กรอบกำลังดี ยิ่งทางคู่กับน้ำผึ้ง ที่สกัดสดจากรังผึ้ง ยิ่งลงตัว
  • เมนูอาหารไทย : เชฟที่นี่ทำอาหารไทยได้รส ถึงเครื่องดีครับ ชอบๆ

Chapter 5 : The Meander Wonderer

ปิดท้ายกันด้วยโซนที่เราชอบที่สุดในโรงแรมกับพื้นที่สวนสวยที่มีฉากหลังเป็นเนินเขาสูงและมีฉากหน้าเป็น Nomadic Creek สระว่ายน้ำที่ออกแบบมาราวกับแม่น้ำคดเคี้ยวที่ล้อมรอบสวนเอาไว้ พร้อมสายน้ำวนที่จะพาคุณไหลไปรอบสระโดยแทบไม่ต้องออกแรงว่าย

โซนนี้ถือเป็นโซนแห่งความสนุก ผ่อนคลาย สำหรับแขกผู้มาพัก เพราะมีทั้งสระผู้ใหญ่ (Nomadic Creek) และสระเด็ก (Cub’s Creek) ที่มีสไลเดอร์, อุโมงค์น้ำพุ รวมถึงแพยางรูปสัตว์ต่างๆ ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับการเล่นน้ำกลางสวนป่าแห่งนี้

สำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ การได้ปล่อยให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น สนุกไปกับการเล่นน้ำ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะล้มกระแทก บาดเจ็บ น่าจะเป็นสิ่งที่คุณปรารถนา พื้นในส่วน Playground รอบๆ Cub’s Creek (สระเด็ก) จะทำจากยางอัดพิเศษ ที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการล้มหรือกระแทกได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของทางโรงแรมได้เป็นอย่างดี!!

สำหรับเรา… การได้ปล่อยตัวให้ลอยล่องไปในสระว่ายน้ำ ลัดเลาะไปในสวนป่าโดยมี “ระบบน้ำวน” พาให้เราไหลไปเรื่อยๆ ได้มองฟ้า มองแมกไม้ ได้เห็นผีเสื้อ, แมงปอ บินว่อนไปมา เป็นความรู้สึกพิเศษ ที่หาไม่ได้ง่ายๆ เลย แค่คิดก็อยากกลับไปอีกรอบซะแล้ว!!

หากเดินผ่านสระว่ายน้ำออกไปด้านหลัง คุณจะได้ชิลล์กับ Endless River ธารน้ำธรรมชาติที่ไหลเย็นผ่านด้านหลังของโรงแรม ถือเป็นอีกหนึ่งมุมร่มรื่นของ Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) ที่เราโปรดปรานมากครับผม!!

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยว

นี่คือหนึ่งในโรงแรมที่สร้างความประทับใจให้เราได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่คอนเซ็ปท์เทพนิยาย ที่ทางโรงแรมสร้าง Story ขึ้นมาจริง นำพาผู้เข้าพักให้อินไปกับคอนเซ็ปท์ รวมถึงบรรยากาศ, การบริการ, ฯลฯ จนกลายเป็นประสบการณ์เข้าพักที่พิเศษ แตกต่างจากที่พักอื่นๆ ในเขาใหญ่ ทั้งหมดต้องยกความดีให้กับเจ้าของและทีมงาน ที่ตั้งใจดีในการสร้าง Hotel Labaris (โฮเทล ลาบาริส) ให้เป็นอาณาจักรเทพนิยายได้แบบนี้

ที่นี่เหมาะกับทุกคนที่ยังมีไฟและยังอยากเติมไฟในการใช้ชีวิต มันคือการพักผ่อนที่แสนรื่นรมย์ ผสมกลิ่นอายแฟนตาซี มันช่วยกระตุ้นต่อมเด็กในตัวเราให้กลับมาทำงานอีกครั้ง!!

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยว เป็นดังนี้

  • คอนเซ็ปท์และบรรยากาศที่พัก : 5/5 ทุกอย่างทำได้ดีจนน่าสนับสนุนจริงๆ
  • ห้องพักและการพักผ่อน : 4.5/5 ห้องกว้าง พื้นที่ใช้สอยเยอะ, ที่นอน-เครื่องนอนดี หลับสบาย ดูดวิญญาณ สิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่เราว่าห้องยังตกแต่งไม่ลงตัวเท่าไหร่
  • การบริการ : 4.8/5 เราให้คะแนนสำหรับ มารยาท, ความตั้งใจ-จริงใจ ในการบริการของพนักงาน ตั้งแต่ รปภ., Bell Boy ไปจนถึงทีมเชฟและบริกร แต่ยังต้องปรับปรุงในเรื่องความรวดเร็วในการบริการมากขึ้นอีกนิด
  • รสชาติอาหาร : 4.8/5 อาหารที่นี่รสชาติดี จัดจานดี มีความคิดสร้างสรรค์ น่าประทับใจ และยังพัฒนาต่อไปได้อีกเยอะ
  • ความรู้สึกอยากมาใช้บริการซ้ำหรือบอกต่อ : 5/5

คะแนนรีวิวรวม 4.82/5 คะแนน 

มาครับ!! เรามั่นใจว่านี่คืออีกหนึ่งโรงแรมในเขาใหญ่ ที่จะฮิต ติดลมบน ในฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้อย่างแน่นอน!!!

ข้อมูลเพิ่มเติม

Hotel Labaris Khao Yai

ที่อยู่ : 9/9 หมู่ 4 ถ.ธนะรัชต์ กม.16 หมู่สี ปากช่อง นครราชสีมา 30450
โทร : 063-190-1900 และ044-300-999
Line : @hotellabaris

e-mail : rsvn@hotellabaris.com
Facebook : www.facebook.com/hotellabaris
Website : www.hotellabaris.com