ด้วยนิสัยชอบผจญภัย ชอบไปเรียนรู้โลกที่แตกต่างหาสาระใส่สมอง เราเลยแอบใส่ หลวงพระบาง มัณฑะเลย์ พุกาม รวมถึงประเทศแปลกๆ อีกหลายที่เอาไว้ใน Bucket List ของเรา หวังว่าจะหลอกยัยหมวยไปตะลุยด้วยกันสักที

แต่ก็นะ… งานรัดตัวไปหมด ถึงแม้จะเที่ยวเยอะแต่ก็ไปแต่ประเทศเกร๋ๆ เจริญๆ ทีนี้พอปลายเดือนพฤษภาฯ แอบเห็นมีวันว่าง 6 วัน เราเลยบอกยัยหมวยว่า “เราไปเที่ยวคูลๆ ที่มัณฑะเลย์กันไหมเธอ!?”

มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 4 วัน มันก็ไม่เชิงกระชั้นชิดหรอกนะ เพราะมัณฑะเลย์ไปไม่ยาก มีข้อมูลในเน็ตเยอะ โรงแรมก็หาข้อมูลใน TripAdvisor แล้วจองผ่านเว็บเอา ทั้ง Traveloka, Agoda, Expedia และจิปาถะ  แถมตั๋วเครื่องบินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราใช้บริการ ThaiAirAsia มิตรรักเจ้าเดิม เค้ามีบินตรงไปลงมัณฑะเลย์ประจำ 2 เที่ยวต่อวัน (ทั้งไป-กลับ) เลยจร้า ราคาตั๋วก็ไม่ได้แพงอะไร ประเทศแถบ AEC นี่อยากไปไหนก็กดจองได้ทันที

อ่านสักนิดก่อนไปเที่ยวพม่า

ทำไมต้องพม่า ทำไมต้องมัณฑะเลย์ ทำไมต้องเธอ (อันนี้ไม่เกี่ยว)

เอาล่ะ… ถึงเวลาตอบคำถามกันแล้วสิ ว่าทำไมต้องไปเที่ยวพม่า ตอบแบบตรงสุดขีดว่า “เพราะพม่ายังไม่เจริญ” ในขณะที่โลกกำลังหมุนเร็วจี๋ ผู้คนหยิบมือถือก่อนแปรงฟัน แต่ทุกจังหวะชีวิตในพม่ากลับค่อยๆ หมุนไปอย่างช้าๆ

เราว่าพม่านี่ยังดูงงๆ มีความย้อนแย้งอย่างน่าสนใจเลยแหล่ะ (คิดตามนะ)

  • ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นอังกฤษแต่กลับรักษาตัวตนเอาไว้ได้จนทุกวันนี้
  • มีระบบอนามัยที่ไม่อิงกับองค์การอนามัยโลก
  • คนหนุ่มสาวยังนุ่งโลงจี (โสร่ง) ประแป้งทานาคา (แถมกินหมากกันเป็นว่าเล่น)
  • ผู้คนศรัทธาศาสนาพุทธสุดๆ แต่เค้าไม่ได้ยึดติดกับพระสงฆ์มากเท่าไหร่
  • วัด คือศูนย์กลาง ผู้คนนิยมมาวัดมากกว่าไปเดินห้างฯ
  • เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเร็วแรง 3G, 4G ฉิวเลย แต่ถนน ไฟฟ้า ประปา นี่ยังไม่เสร็จดีนะ

วิถีชีวิตที่ดิบๆ เรียลๆ งงๆ แบบนี้ล่ะ คือ เสน่ห์ที่ไม่ต้องปรุงแต่งที่เราสองคนอยากไป และถ้าจะไปเพื่อสัมผัสตัวตนของพม่า ต้องเริ่มที่มัณฑะเลย์ เพราะที่นี่คืออดีตเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีสายการบินมาลง หากตั้งใจจะไปเที่ยวพุกามกับทะเลสาบอินเล

เอาล่ะ!! ได้เวลาไปเที่ยวแบบคูลๆ ในเมืองเรียลๆ ดิบๆ อย่างมัณฑะเลย์กันแล้ว โปรดตามข้าพเจ้ามา

ถ้าหน้าตาดีและอยากบินตรงเวลา ต้องมากับ ThaiAirAsia

ทริปนี้เราจองตั๋วก่อนบินไม่กี่วัน เพราะเพิ่งหาเวลาว่างลงตัว เราวางแผนไปถึงที่มัณฑะเลย์ด้วยเที่ยวบินแรกสุดของวันเพื่อจะได้เริ่มเที่ยวได้เลย ไฟลท์ที่เราจองคือ FD244 บินจากสนามบินดอนเมืองตอน 10:50 ไปถึงมัณฑะเลย์ตอน 12:15 อ่านถึงบรรทัดนี้โปรดรู้ไว้ว่าเวลาท้องถิ่นที่มัณฑะเลย์จะช้ากว่าบ้านเรา 30 นาทีนะจ๊ะ

คนหน้าตาดี บินกับ AirAsia นะครัส บินคุ้ม… คุณภาพครบ

ทริปนี้จองที่นั่งเป็น Hot Seat มาครับผม… ไอ้คนขวาจริงๆ ผอมนะ ที่ดูบวมคงเพราะเลนส์ไม่ดี

จากดอนเมือง – มัณฑะเลย์ ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง เราสั่งอาหารล่วงหน้าเอาไว้ พอขึ้นเครื่อง แอร์คนสวยก็ยกมาเสิร์ฟ เราชอบข้าวปลาแซลมอนย่างนะ เผ็ดนิดๆ ถูกใจ อ้อ!! และถ้าถือบัตรเครดิต AirAsia – ธนาคารกรุงเทพฯ ก็สามารถใช้สิทธิ์รับเครื่องดื่มฟรีมูลค่า 60 บาทบนเครื่องด้วยนะจ๊ะ มันคือ “บัตรเบ่งเพื่อนักเดินทาง” ข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

ข้าวหน้าปลาแซลมอนอร่อย

รวดเร็วกว่าฝ่ารถติดที่ห้าแยกลาดพร้าว!! เราก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติมัณฑะเลย์แร้ววว!! สนามบินขนาดไม่ใหญ่ อารมณ์ประมาณสนามบินภูเก็ต (แต่ร้านรวงน้อยกว่าเยอะ) ในขณะที่ฝนตกครึ้มๆ ที่ประเทศไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่ที่มัณฑะเลย์ฟ้าใสและแดดร้อนเลยจ้า >_< เตรียมแว่นกันแดดมาไหมจ๊ะเด็กๆ

ยัยหมวยแต่งตัวได้สตรีทมากๆ นึกว่าไปเที่ยวฮาราจูกุ

มาถึงมัณฑะเลย์แล้ว เอาไงต่อ?

ภารกิจที่ต้องทำเมื่อออกมาถึง Arrival Hall ด้านนอกก็คือ แลกเงิน ซื้อซิมการ์ด และหา Taxi ไปส่งเราที่โรงแรม (หรือจะเหมาให้พาเที่ยวก็ตามอัธยาศัย)

ถ้าได้อ่านบทความเรื่องการเตรียมตัวแล้ว ก็คงจะรู้ว่า…​ ต้องแลกเงิน 55555 และสกุลเงินของพม่าคือ “จั๊ดหรือจ๊าด (Kyat)” อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 39.73 จัตต่อ 1 บาท หรือประมาณ 1,358.34 จั๊ด / 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล มิถุนายน 2560) แต่ถ้าอยากได้เรทดีๆ ควรเอาเงินดอลลาร์มาแลกนะจ๊ะ (โปรดแลกแค่พอดีใช้ อย่าแลกเผื่อเยอะ เพราะเงินจั๊ดนั้นปลอมเยอะ ระวังจะแลกคืนไม่ได้)

เรามีหลักจำง่ายๆ ตามนี้นะ 1,000 จั๊ด = 25 บาท จำไว้แบบนี้แหล่ะ จะได้ไม่งง

คำแนะนำ : ความที่ค่าเงินอ่อนกว่าบ้านเรา อย่าตกใจถ้าจะมีเงินแสนเงินล้านจั๊ดอยู่ในมือ ให้แบ่งเงินเป็นส่วนๆ แล้วกระจายเก็บไว้ในหลายๆ กระเป๋า อย่าเอาเงินทั้งหมดไว้ในกระเป๋าเดียว และไม่ควรเปิดกระเป๋าโชว์ใครว่าพี่นี้มีเงินเป็นฟ่อนๆ นะจ๊ะ

ที่บริเวณ Arrival Hall มีร้านรับแลกเงินหลายร้าน เรทต่างกันเล็กน้อย เลือกเอาที่ชอบนะ

หน้าตาเงินจั๊ดเป็นแบบนี้

แลกเงินแล้ว ก็เอาเงินนั้นมาซื้อ SIM Card สิจ๊ะ ไม่ต้องไปสนใจโฆษณา Roaming ใดๆ บนโลกนี้ ขอให้เดินมาที่นี่ ร้านสีแดงๆ เครือข่าย Ooredoo สัญญาณ 3G / 4G แรงชัดทะลุพม่า ต้องของค่ายนี้เลยจ้า ที่สนามบินจะมีอีกค่ายนึง สีฟ้าๆ คือ Telenor (ของ DTAC) แนะนำให้ข้ามๆ ไปเลยนะจ๊ะ สัญญาณยังสู้ Ooredoo ไม่ได้จ้า

พนักงานหน้าตาเป็นมิตร มาช่วยกันเปลี่ยน SIM Card ให้ เรื่องงานบริการ ต้องยกให้ชาวพม่าเลยครัส

เสียค่าซิมแล้วก็มาเสียค่า Package Internet กัน โดยเลือกจากปริมาณ Data ที่ใช้ ของเรามา 6 วัน เลือกใช้ 2GB ราคา 3,000 จั๊ด แต่เอาเข้าจริงไม่พอนะ เพราะ Free Wifi ของโรงแรมส่วนใหญ่นี่เต่าเลย แนะนำให้ซื้อสัก 3.5GB จะดีกว่า ถ้าคุณเป็นขาโซเชี่ยล

ราคา Package Internet ของ ooredoo

 

จัดการเรื่องแลกเงินกับเรื่อง SIM Card แล้ว ถ้าคุณจองโรงแรมไว้แล้วและมีรถมารับ ให้คุณมองหาป้ายชื่อของคุณแล้วเดินไปหาเค้า แต่ถ้าไม่มีรถมารับก็ให้เดินออกมาจากตัวอาคาร จะเจอหนุ่มๆ มารุมล้อม พร้อมรีบช่วยยกกระเป๋า อย่าตกใจ!! ให้ยืนนิ่งๆ ไว้ ยิ้มแล้วตั้งสติ (เดี๋ยวจะเจออีกเยอะ) บอกเค้าว่าจะไปโรงแรมไหนในตัวเมือง

หนุ่มๆ มาช่วยขนกระเป๋ากันใหญ่เลย บริการดี๊ดี 5555

ค่ารถ Taxi โดยปกติจะอยู่ที่ 15,000 จั๊ด ซึ่งเป็นราคามาตรฐาน (จะมีป้ายบอกไว้ชัดเจน กันการโก่งราคา) บอกเขาว่าขอรถใหม่ แอร์เย็นๆ เดี๋ยวเค้าจัดให้ แต่ความสนุกมันอยู่ตรงบรรดาเด็กหนุ่มๆ ที่มาช่วยยกกระเป๋านี่แหล่ะ บริการดีมาก ยกกระเป๋าส่งถึงรถ

พอเสร็จแล้วเค้าก็จะหันมายิ้ม แล้วก็ขอทิปค่ายกกระเป๋า 5555555 ถึงตรงนี้หากจะทิป แนะนำว่าให้สัก 500 – 1,000 จั๊ด / คน ก็พอครับ ถ้าเค้ามาหลายๆ คน ก็บอกให้เค้าเอาไปแบ่งกัน แต่ถ้าไม่ทิปก็ไม่ผิดนะ แค่อาจจะโดนกดดันด้วยสายตาเท่านั้นเอง ^_^

แถวนี้ทั้งหมดจะเป็น Taxi และเราโชคดีที่ได้เจอ Taxi คันนี้

ปกติ Taxi จากสนามบินจะเป็นรถเก๋งซีดานครับ แอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้างแล้วแต่ดวง แต่ในทริปนี้เราโชคดีที่ได้เจอ Taxi คันนี้ครับ แอร์เย็น นั่งสบาย คนขับเป็นมืออาชีพ พูดภาษาอังกฤษดี และมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์มากๆ และใช่แล้วล่ะ เราทั้งคู่ตกลงใจเลือกใช้บริการพี่คนนี้ในการพาเราเที่ยวมัณฑะเลย์ในอีกหลายวันจากนี้ไป ^_^

รู้จักมัณฑะเลย์กันสักนิด (สาระสักหน่อย)

มัณฑะเลย์ คือ อดีตเมืองหลวงของพม่า เป็นราชธานีแห่งสุดท้ายในยุคสิ้นสุดการปกครองโดยระบอบกษัตริย์ โดยมีพระเจ้าธีบอ (แห่งราชวงศ์อลองพญา) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ รองจากย่างกุ้งและเนปยีดอ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิรวดีคืนนี้มีแต่ดาว ไม่ใช่!! แม่น้ำอิรวดีเฉยๆ

แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสายสำคัญของประเทศ

 

 

 

วัดมากมายที่สร้างขึ้นริมแม่น้ำอิรวดี

บรรยากาศแบบนี้ ถ่ายจริงจากมัณฑะเลย์นะจ๊ะ

ระดับความเจริญก็อยู่ในเลเวลที่ดี ถนนกว้างมาก ระบบสาธารณูปโภคครบแล้ว สัญญาณ 3G/4G แรงพุ่ง!! มีร้านอาหารเก๋ๆ มีโรงแรม มีห้างฯ อินเตอร์เน็ตใช้ (แต่ Wifi ในโรงแรมช้าโคตรนะจ๊ะ) ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และมีร้านค้ากิจการจากประเทศไทยมาเปิดเพียบเลย

เราจะพาไปเที่ยวในมัณฑะเลย์ (Mandalay) สะกาย (Sagaing) และมิงกุน (Mingun) รวมถึงแนะนำที่พัก ร้านอาหาร ที่ชอปปิ้ง รวมถึงพาไปรู้จักตัวตนของเมืองๆ นี้กัน

3 เมืองที่เราจะพาไปเที่ยวในมัณฑะเลย์

 

ที่เที่ยวในมัณฑะเลย์

ถ้ามาถึงมัณฑะเลย์แล้วแนะนำให้ใช้บริการ Taxi พาเที่ยวนะจ๊ะ ยิ่งถ้าได้ Taxi เก่งๆ รู้จักสถานที่น่าสนใจ และพูดภาษาอังกฤษดีๆ ยิ่งโชคดี สามารถให้ทางโรงแรมติดต่อ Taxi ให้ก็ได้ ราคาเฉลี่ยอยู่ราวๆ 50,000 – 70,000 จั๊ด/วัน ขึ้นอยู่กับระยะทางและสถานที่ที่จะไป

ถ้าจะเที่ยวมัณฑะเลย์ให้สนุกครบเครื่อง ควรมีเวลาสัก 2-3 วัน เพื่อจะเที่ยวได้ครบๆ และไม่เหนื่อยไม่เร่งจนเกินไป โดยเฉพาะถ้ามาเที่ยวช่วงฤดูร้อนเหมือนเราสองคน บอกเลยว่าอย่ารีบ อากาศมันร้อนเฟ้ย!! ค่อยๆ เที่ยวไปเรื่อยๆ นะ เชื่อเรา

แสงเย็นๆ ที่ทะเลสาบตองตะมาน ริมสะพานไม้อูเบ็ง

หมู่เจดีย์ลุ่มแม่น้ำอิรวดี

ทริปนี้ตามเก็บบรรยากาศยามเช้า-ยามเย็นครบเลย

สำหรับแผนการเที่ยวในมัณฑะเลย์ของเรา เราวางแผนจะเก็บแสงเย็นที่สะพานไม้อูเบ็ง รวมถึงไปร่วมพิธีล้างพระพักตร์พระมหามุนี (ตอนตี 4) แล้วก็ไปเก็บแสงเช้าที่สะพานไม้อูเบ็งด้วย ส่วนช่วงกลางวันก็เที่ยวไปตามวัด ตามตลาด และที่เที่ยวอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่บินมาถึงพม่ากันช่วงเที่ยง-บ่าย ดังนั้นเราจะเริ่มเที่ยวกันตั้งแต่บ่าย ตามลำดับโปรแกรมของเราเลยละกัน

สิ่งที่ควรรู้ : นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องซื้อบัตรเข้าชมที่ท่องเที่ยวในพื้นที่มัณฑะเลย์ ราคา 20,000 จั๊ด / คน (บัตรมีอายุ 5 วัน) สามารถใช้เข้าตามสถานที่ต่างๆ เช่น Mandalay Palace (พระราชวังมัณฑะเลย์), Kuthodaw Pagoda (เจดีย์กุโสดอร์) ,  Shwenandaw Kyaung (วัดชเวนันดอร์),  Atumashi Kyaung (อยู่ติดกับวัดชเวนันดอร์) และ Sandamuni Pagoda เป็นต้น

 

1. พระราชวังมัณฑะเลย์ (Mandalay Palace)

ที่นี่พระราชวังแห่งสุดท้ายของราชวงศ์พม่า ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง ใช้เวลาสร้างนานถึง 28 ปี เชื่อไหม? ว่าพระราชวังนี้สร้างขึ้นจากไม้สักทองทั้งหมด แถมภายในวังยังประดับด้วยทองคำ เพชร พลอย และอัญมณีอีกมากมาย แต่อย่างที่รู้กันว่าสุดท้ายราชวงศ์นี้ล่มสลายลงในสมัยพระเจ้าธีบอ พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

ทำให้สมบัติทุกชิ้นถูกขนเอาไปไม่เว้นแม้แต่ราชบัลลังก์นกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์และพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงใหญ่ที่เป็นทองคำประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม อัญมณี มูลค่ามหาศาลก็ถูกขนไปไว้ที่ประเทศอังกฤษ และที่ยิ่งร้ายไปกว่านั้น… พระราชวังทั้งหมดถูกไฟเผาทำลายจากการทิ้งระเบิดตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2!!!

 

 

หุ่นจำลองพระเจ้ามินดงและพระชายา

ปัจจุบันพระราชวังที่เราเห็นอยู่ คือ พระราชวังที่ทางการพม่าได้บูรณะขึ้นมาใหม่ โดยจำลองรูปแบบขึ้นมาจากพระราชวังเดิม ซึ่งแม้จะไม่เหลือความวิจิตรเท่าสมัยรุ่งเรือง แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็แสดงให้เห็นถึงความเจริญด้านงานสถาปัตยกรรมของพม่าได้เป็นอย่างดี

ทำไมต้องมา : ที่นี่มุมถ่ายรูปสไตล์วินเทจเพียบ!! พื้นที่รอบๆ กว้างขวางร่มรื่น ต้นไม้เยอะ นอกจากจะมาให้เห็นด้วยตาว่ามัณฑะเลย์เคยยิ่งใหญ่แค่ไหน เราก็สามารถแต่งตัวชิคๆ มาเดินเล่นถ่ายรูปกับบรรยากาศสไตล์วินเทจแบบนี้ได้

 

 

มุมวินเทจๆ มีให้เห็นทั่วไปในพระราชวัง

 

มุมที่ไม่ควรพลาด : ซุ้มประตู, ผนังปูน, แนวผนังไม้ลายคลาสสิคๆ และหอคอยตรวจการ ที่หอคอยนี้ต้องอาศัยแรงฮึดสักนิด แต่พอเดินขึ้นถึงด้านบนแล้วจะฟินมาก เพราะเห็นวิวมุมสูงของพระราชวังได้ทั่วเลย แถมลมเย็น ถ่ายรูปสวยอีกต่างหาก ถ้าจะมาที่นี่เราแนะนำให้มาช่วงเช้าๆ หรือไม่ก็บ่ายแก่ๆ ไปเลย แสงสวยเลยล่ะ

ถ้าอยากชมวิวจากมุมสูง เราขอชวนมาปีนหอคอยนี้

ด้านบนวิวดี๊ดี ลมเย็นสบาย

+++++++++++++++++++++++++++++

 

2. เจดีย์วัดกุโสดอร์ (kuthodaw pagoda)

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พม่าจะมีมรดกโลก แต่ที่เราตื่นตาตื่นใจคือหมู่มณฑปสีขาวจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่รอบเจดีย์ต่างหาก!!! ที่นี่คืออนุสรณ์แห่งการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ซึ่งพระเจ้ามินดงได้ทรงให้จารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น (ถือเป็นพระไตรปิฎกที่ใหญ่ที่สุดในโลก) แล้วนำไปประดิษฐานในมณฑปสีขาว 729 มณฑปที่อยู่รอบ “พระเจดีย์มหาโลกมารชิน” ซึ่งจำลองแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งอาณาจักรพุกาม

 

หมู่มณฑปขาวที่เก็บพระไตรปิฎก

ทำไมต้องมา : เจดีย์กุโสดอร์ตั้งอยู่ที่วัดชเวนันดอร์ซึ่งอยู่กลางเมืองมัณฑะเลย์เลยจ้า เดินทางสะดวก ที่นี่คือมรดกโลก มามัณฑะเลย์ทั้งทีไม่ควรพลาด ได้มาเดินเล่นถ่ายรูปเพลินๆ รอบหมู่มณฑป มาดูสินค้างานฝีมือชาวบ้าน บรรยากาศก็ร่มรื่นดี แต่น่าเสียดายที่ตัวมหาเจดีย์ปิดซ่อมแซมในช่วงที่เราไป เลยอดได้ภาพเจดีย์สวยๆ แห่งนี้เลย เฮ้อ… เศร้า (T_T)

โตขึ้นหนูจะมาช่วยแม่ขายของ

น้องสาวคนนี้มาตามตื้อขายฆ้องสไตล์พม่าให้กับเรา

พอตีฆ้องแล้วมันจะมีเสียง “ว๊าวๆๆๆๆ…ๆๆ” เก๋ดี สุดท้ายก็ซื้อ 5555

มุมที่ไม่ควรพลาด : เจดีย์นี้ควรมาเที่ยวช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็นๆ เพราะพระอาทิตย์จะทำมุมเฉียงส่องผ่านแนวมณฑป แสงจะสวยมาก เราแนะนำให้ชวนแม่ค้า หรือเด็กๆ ในวัดมาถ่ายรูปด้วย จะได้ฟีลลิ่งของการเข้าถึงพื้นที่เป็นอย่างมาก ^^

+++++++++++++++++++++++++++++

 

3 :  Mandalay Hill มัณฑะเลย์ฮิลล์ (มหาคีรีแห่งมัณฑะเลย์)

ช่วงพลบค่ำ ถ้ารู้สึกอยากชมวิวสวยๆ ของเมืองมัณฑะเลย์ ที่นี่คือคำตอบ แถมนอกจากจะได้ขึ้นมาชมวิวแล้ว ยังได้มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่เจดีย์ “ซูตองพญา” ที่อยู่บนยอดเขาด้วย คนที่นี่เชื่อว่ามัณฑะเลย์ฮิลล์ คือ ยอดเขาที่จะคอยค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป

สำหรับนักท่องเที่ยวสายแข็ง (แรง) คุณอาจต้องการทดสอบพลังศรัทธาของตัวเอง ด้วยการลองเดินชมวิวเพลินๆ จากตีนเขา ผ่านบันได 7,292 ขั้น ขึ้นสู่ยอดเขาก็ได้นะ เนินเขานี้สูงแค่ 239 เมตรเท่านั้นเอง ^^ แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเหงื่อ ลองเปลี่ยนเป็นนั่งรถสองแถวจากตีนเขาขึ้นมา (หรือถ้าเหมาะ Taxi มา เค้าก็จะมาส่งที่ด้านบน) จากจุดจอดรถ จะมีบันไดเลื่อนไว้อำนวยความสะดวกแบบฟรีๆ เลยครับผม

อ้อ!! เราต้องถอดรองเท้าเอาไว้ตั้งแต่ประตูทางขึ้นบันไดเลื่อนเลยนะ เค้าไม่ให้ใส่ขึ้นมาด้านบน

ถ้าไม่อยากเสียเหงื่อขึ้นบันได ลองใช้บริการบันไดเลื่อนสิครับ

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ค่าเข้า 1,000 จั๊ด นะครับ

ทำไมต้องมา : ก็ขึ้นมาดูวิวไงครับ แหม… ^^ ที่นี่คือสถานที่พักผ่อนยามเย็นของคนมัณฑะเลย์ และเป็นสถานที่ห้ามพลาดของเหล่านักท่องเที่ยวเลยล่ะ ยิ่งถ้าวันไหนท้องฟ้าปลอดโปร่ง เราจะสามารถมองเห็นแม่น้ำอิรวดี พระราชวังมัณฑะเลย์และวัดกุโสดอร์ ได้ด้วย

ไม่ต้องกังวลเรื่องกระหายน้ำ ด้านบนมีน้ำดื่มและน้ำสมุนไพรไว้บริการ

มุมที่ไม่ควรพลาด : หลังจากถ่ายเซลฟี่กันเต็มอิ่มแล้ว เราอยากให้คุณเก็บมือถือใส่กระเป๋า แล้วไปยืนที่ระเบียงเพื่อรับชมช่วงเวลาพิเศษยามอาทิตย์อัสดงของเมืองอันมีมนต์ขลังแห่งนี้ อย่าลืมเข้าไปสวดมนต์ขอพร แล้วไปสรงน้ำพระ เสริมสิริมงคลให้ตัวเองด้วยล่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++

ค่ำแล้วนอนไหน?

ปกติเวลาไปเที่ยวประเทศอากาศสบายๆ อย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี เราจะไม่ค่อยซีเรียสเรื่องที่นอนเท่าไหร่ เราสองคนนอนง่าย ขอแค่สะอาดๆ ปลอดภัยและเดินทางง่ายก็พอ แต่กับทริปมัณฑะเลย์จะต่างออกไปหน่อย เราไม่รู้มาตรฐานความสะอาด ความปลอดภัย รวมถึงสภาพห้อง ว่ามันจะได้มาตรฐานแค่ไหน รอบนี้เราหาข้อมูลจาก TripAdvisor และอ่านรีวิวเว็บโรงแรมหลายๆ ที่

โจทย์ของเราคือโรงแรมราคาแฟร์ๆ ห้องสะอาด แอร์เย็น (นี่สำคัญมาก) น้ำประปาไหล และมี Wifi ซึ่งโรงแรมที่เราเลือกพักในทริปนี้มี 2 โรงแรมนะ คะแนนรีวิวดีทั้งคู่ แถมบริการดีเลิศ!!!!!!!!

โรงแรมยาดานาบอง (Hotel Yadanarbon)

โรงแรมขนาดไม่ใหญ่แต่ได้คะแนนรีวิวเยอะชะมัด ค่าห้องคืนละไม่ถึงพัน ห้องนอนสะอาด ที่นอนมาตรฐาน (ไม่ถึงกับดูดวิญญาณ) แถมบริการดีงาม แถมตกดึกยังมีโชว์การแสดงเชิดหุ่นมือสไตล์พม่าให้ดูอีกแน่ะ แอบให้คะแนนในใจ 4/5  ไปอย่างง่ายดาย โรงแรมนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังมัณฑะเลย์ด้วยนะ

ข้อเสียคือ Wifi ช้ากว่าเต่าเดินอีกว่ะ 555555

สำเนียงอังกฤษสไตล์พม่านั้น… ฟังง่ายกว่าอินเดียเยอะ

 

ห้องนอนไม่แคบ มีพื้นที่ใช้สอย เตียงนอนทั่วไป

ห้องน้ำสะอาด อุปกรณ์ครบ

ห้องอาหารตกแต่งสไตล์พื้นเมือง…​แต่ดูแล้วเหมือนเชียงใหม่

มาถึงพม่าก็ต้องลอง Myanmar Beer

เราว่าหุ่นเชิดแบบพม่านี่มันดูหลอนๆ นะ

+++++++++++++++++++++++++++++

 

King Bagan Hotel

Lobby โรงแรม

อีก 1 โรงแรมที่ Highly Recommended ก็คือที่นี่ King Bagan Hotel (แต่อยู่มัณฑะเลย์นะ ไม่ต้องงง) โรงแรมตกแต่งด้วยคอนเซ็ปท์ปราสาทพุกาม ดูแกรนด์ๆ หรูๆ หน่อย คุณภาพระดับ 4 ดาว ราคาแรงนิดนึง แต่เราเลือกนอนคืนสุดท้ายก่อนกลับ ถือเป็นการพักผ่อนแบบหรูๆ ก่อนกลับเมืองไทยไง ค่าห้องคืนละ 3,000 บาท พร้อมอาหารเช้าแบบบุพเฟ่ต์ (คุณภาพวัตถุดิบดี) ที่โรงแรมนี้ Wifi แรงดีถูกใจ

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมติด Popular ในมัณฑะเลย์นะ มีลิฟท์ (แน่นอนต้องมี) แอร์เย็น ห้องสะอาด กว้างมาก ที่นอนดีดูดวิญญาณ ห้องน้ำจะแกรนด์ไปไหน ส่วนอาหารก็อร่อยถูกปาก ราคาไม่โหดนะจ๊ะ เราแอบให้คะแนน 4.8/5 อย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อเสียคือ… ห้องพักและห้องน้ำดีไซน์สวย วัสดุดี แต่การจัดวางและฟังก์ชั่นต่างๆ มันไม่ลงตัวอ่ะ เช่น…​. มีที่แขวนผ้าเช็ดตัวให้ในห้องน้ำ แต่สูง 2 เมตรได้มั๊ง สูงจนยัยหมวยแขวนไม่ถึง ส่วนสวิชท์ไฟนี่ไม่ต้องเปิดเยอะนะ เพราะจะนอนทีต้องไล่ปิดไฟกับทั้งห้อง 55555 อะไรของมันวะ

เวอร์วังอลังการงานห้องน้ำมาก!! ผมงี้แทบไม่กล้าใช้เลย

มีโซฟาให้นั่งด้วย เรานั่งทำงานตรงนี้สบายเลย

ความดีงามของโรงแรมนี้คือมี Happy Hour จัด Free Cocktail ฟรีให้แขกคนละ 2 ครับท่านผู้ชม!! แต่ต้องมาช่วง 18:00-19:00 เท่านั้นนะ รสชาติ Cocktail ผ่าน ชอบๆๆ

ออกแบบห้องอาหารได้เก๋มาก

งานฟรี Cocktail ก็มี งานนี้ผมเหมา 3 แก้ว 5555

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

โปรแกรมเช้าตรู่ ณ มัณฑะเลย์

เชื่อว่าถ้าใครได้ลองหาข้อมูลเที่ยวมัณฑะเลย์ จะต้องเจอ 2 กิจกรรมยอดนิยม อย่างแรกคือ  “พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี” และ “การไปสัมผัสวิถีชีวิตยามเช้าที่สะพานไม้อูเบ็ง” 2 กิจกรรมนี้สามารถทำต่อเนื่องกันได้ เพียงแต่เราต้องยอมตื่นแต่เช้าสักหน่อย (ก็ราวๆ ตี 3) เชื่อเราเถอะว่าถ้าไม่คุ้ม เราไม่เอามาเล่าให้ฟังแน่

4. ร่วมพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี (Mahamuni Buddha)

“กริ๊งงงงงง…ๆๆๆๆๆๆๆ” เราฝืนลุกขึ้นมากดปิดเสียงมือถือตั้งแต่ตี 3!!! ไม่ง่ายเลยที่จะเอาชนะความงัวเงียได้ แต่สักครั้งที่จะได้ร่วมพิธีสำคัญในมัณฑะเลย์ มาถึงขั้นนี้แล้ว มันต้องไปให้สุด!!! มาถึงตรงนี้เราแนะนำให้คุณใช้บริการ Taxi เหมานะครับ เพราะถ้าจะไปให้ทัน Taxi คือคำตอบสุดท้าย

ตี 3:45 คือเวลานัดหมาย รถ Taxi ขับมารับเราที่โรงแรม แล้วมุ่งตรงไปยังวัดพระมหามุนีทันที ที่นี่คือวัดดังที่ประดิษฐานองค์พระมหามัยมุนี (คนพม่าเรียกพระมหาเมียะมุนี) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพม่า ที่ทรงเครื่องกษัตริย์ สร้างขึ้นตามพระประสงค์ของ พระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์เมืองธัญญวดี ที่ทรงฝันถึงพระพุทธเจ้า จึงหวังให้พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ช่วยค้ำจุนพระพุทธศาสนาในพม่าให้รุ่งเรือง

เหตุที่มีพิธีล้างพระพักตร์นี้ก็เพราะมีความเชื่อว่าพระพุทธรูปนี้มีชีวิตเพราะได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า!!! ดังนั้นถ้าพระพุทธรูปยังมีชีวิต การทำความสะอาดองค์พระก็ถือว่าเป็นการทำบุญ ดังนั้นจึงต้องมีพิธีล้างพระพักตร์ให้พระมหามัยมุนีกันในทุกๆ เช้า เวลาตี 4 นั่นเอง!!!

ทำไมต้องมา : เพราะนี่คือศูนย์รวมความขลังและความศรัทธาแห่งเมืองมัณฑะเลย์เลยครับผม การทีคนพม่าหมั่นตื่นมาร่วมพิธีนี้ตอนตี 4 กันทุกๆ วัน เป็นเวลานานแสนนาน เราว่ามันคือตัวแทนความเรียล ที่เกิดจากศรัทธาของคนพม่าอย่างแท้จริง

 

มุมที่ไม่ควรพลาด : เราแนะนำให้รีบมาจับจองพื้นที่ด้านหน้าให้ไวๆ โดยเฉพาะผู้ชาย (ผู้หญิงเข้ามาด้านหน้าสุดไม่ได้) เพื่อจะได้เห็นภาพพิธีอย่างใกล้ชิด จากนั้นถ้ามีเวลาพอ เราแนะนำให้เดินเล่นรอบๆ อุโบสถ เราจะเห็นศาสนิกชนต่อแถวเพื่อรับน้ำมนต์กันยาวเฟื้อยเลย ยิ่งถ้าใครชอบเก็บภาพวิถีชีวิต ที่นี่คือสถานที่น่าสนใจมากๆ เลยล่ะ

อ้อ!! วัดนี้เก็บค่าถ่ายภาพด้วยนะครับ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,000 จั๊ด

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

5. สะพานไม้อูเบ็ง (U Bein Bridge) สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก

บอกตรงๆ ว่าเราตัดสินใจมาเที่ยวมัณฑะเลย์เพราะสะพานนี้แหล่ะ นี่คือสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก!! สร้างขึ้นราวปี 1850 ด้วยความยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน รู้ไหมว่าไม้สักที่นำมาสร้างสะพาน คือไม้สัก 1,086 ต้น ที่เหลือจากการรื้อพระราชวังเก่ากรุงอังวะ (เมื่อครั้งย้ายจากอังวะมาตั้งที่อมรปุระ) โดยปลายด้านหนึ่งมุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอว์กยี (Kyautawgyi Paya) ที่อยู่ฝั่งเมืองอมรปุระ

วิถีชีวิตของผู้คนที่สัญจรกันบนสะพานในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงวิวของทะเลสาบคือเสน่ห์ของสะพานแห่งนี้ เราจะพบเห็นพระพม่าเดินปะปนกับผู้คนอยู่บนสะพาน เห็นฝูงเป็ดหากินอยู่ในทะเลสาบ เห็นเรือพายที่พานักท่องเที่ยวลงไปชมวิวในทะเลสาบตองตะมาน ความฟินของบรรยากาศที่นี่นั้นสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ

ตอนเช้าๆ นี่ เรือจอดเพียบเลย

ทำไมต้องมา : เพราะการจะมาสัมผัสเสน่ห์ของสะพานไม้อูเบ็ง ดูแค่ในรูปมันไม่พอ การได้มาสัมผัสวิถีชีวิตจริงๆ โดยมีผืนฟ้า แผ่นน้ำ แนวสะพาน เป็นฉากหลัง มันคงมีให้เห็นแค่ที่นี่เท่านั้นแหล่ะ

แสงเช้ากับพระและเณร

มุมที่ไม่ควรพลาด : ที่นี่มาได้ทั้งช่วงแสงเช้าและแสงเย็น การจะได้ภาพดีๆ ต้องวางแผนเรื่องเวลา ซึ่งเราแนะนำให้มาช่วง ธ.ค. – ก.พ. เพราะพระอาทิตย์จะขึ้นและลงขนานกับแนวสะพาน (เวลาถ่ายภาพจะได้มีดวงอาทิตย์เป็นฉากหลัง)

ถ้ามาช่วงเช้า -ให้เดินไปอีกฝั่งของสะพาน (ฝั่งที่มีเจดีย์ขาวกลางทุ่งนา) เดินไปเรื่อยๆ แล้วไปตั้งกล้องขนานกับแนวสะพาน รอพระอาทิตย์ขึ้น เราจะได้ภาพเงาดำ (ฆilhouette) ของโครงสร้างสะพานและผู้คน โดยมีท้องฟ้ายามเช้าเป็นฉากหลัง พอพระอาทิตย์ขึ้นสูงหน่อย ก็ให้ขึ้นไปบนสะพาน เพื่อเก็บภาพผู้คนบนสะพาน โดยให้ย้อนแสงนิดๆ ก็สวยเลย

ถ้ามาช่วงเย็น – ช่วงบ่ายแก่ๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก ให้เดินขึ้นไปเก็บภาพวิถีชีวิตคนบนสะพาน ช่วงเย็นคนจะเยอะหน่อย ต้องรอจังหวะคนว่างๆ แล้วก็ถ่าย เราแนะนำให้ดูทิศทางแสงให้เฉียงมาด้านหลัง จะดีกว่าให้หันหน้าเข้าหาแดด (เพราะตาจะหยี ไม่สู้แสง)

พอพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงมา เราอาจจะเช่าเรือพาย ให้พายออกไปในทะเลสาบ วางตัวให้ขนานกับสะพาน แล้วถ่ายภาพวิถีชีวิตคนกับโครงสร้างสะพาน โดยมีท้องฟ้ายามเย็นเป็นฉากหลังก็ได้ ค่าเช่าเรืออยู่ที่ประมาณ 12,000 – 15,000 จั๊ด ขอบอกว่าคนพายเรือที่นี่เค้ารู้มุมถ่ายรูปในแต่ละช่วงแสง แต่ะละช่วงเวลาเป็นอย่างดี

 

ใช้คนพายเรือมาเป็นแบบ ก็ได้อีกฟีลลิ่งนึง

ภาพนี้ถ่ายช่วงเย็น จะเห็นว่าภาพย้อนแสงหน่อยๆ

 

ถ้าให้หันหน้าหาแสง จะตาหยี ถ่ายรูปมาแล้วหน้าจะมันๆ

แนะนำให้หันหลัง โดยให้แสงเฉียงเยื้องไปด้านหลังหน่อย จะได้ริมไลท์สวยกว่า

แสงเย็นมุมนี้ถ่ายจากโดรน

ช่วงเข้าหลังถ่ายภาพเสร็จ เราอยากให้มาลองอาหารท้องถิ่นแถวหน้าวัดเจ๊าตอว์กยี (Kyautawgyi Paya) กันดู ที่ร้านมีเมนูแนะนำให้ลองชิมดังนี้

  • เต้าหู้ชุบแป้งทอด – ลักษณะคล้ายเต้าหู้ไข่ชุบแป้งทอด กรอบนอกนุ่มใน มักทานคู่กับข้าวผัดมัณฑะเลย์ หรือทานคู่ชา-กาแฟ
  • ชานมสไตล์พม่า – คนพม่านิยมดื่มชา โดยเฉพาะชานมพม่านั้น หอม มัน อร่อย ถูกปากมาก
  • ข้าวผัดมัณฑะเลย์ – เป็นข้าวผัดไข่ใส่ผัก (เลือกได้ว่าจะใส่เนื้อไก่หรือไม่) แต่ที่พีคคือเครื่องเคียง ที่เป็นพริกคั่วและกระเทียมดอง รสชาติเข้มข้นจี๊ดจ๊าด เวลาทานให้ตกพริกคั่วและกระเทียมดองลงคลุกกับข้าวแล้วทาน โอ๊ว!! จี๊ดจ๊าด เข้มข้น ถูกใจ

เต้าหู้ทอดและชานมสไตล์พม่า ทานคู่กันอร่อยดี

 

ข้าวผัดที่ยิ่งอร่อยเมื่อใส่พริกคั่วและกระเทียมดอง

+++++++++++++++++++++++++++++

 

7. เจดีย์ชเวเจ็ทเย็ท (Shwe Kyet Yet Pagoda)

สำหรับคนที่เหมา Taxi ให้พาเที่ยวและมีแผนจะข้ามฝั่งไปเที่ยวที่เมือง Sagaing (เมืองสะกาย) ก่อนจะไปถึงสะพาน เราแนะนำให้แวะเที่ยวที่วัดนี้สักหน่อย ใช้เวลาไม่เกิน 40 นาทีหรอก  นี่คือ “เจดีย์ชเวเจ็ทเย็ท (Shwe Kyet Yet Pagoda)” เจดีย์ชื่อหวาดเสียว อยู่บนเนินเขาเชิงสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดี นอกจากจะได้มาไหว้พระ (อีกแล้ว) ถ้าเดินออกไปที่ระเบียงชมวิว เราจะพบวิวหลักล้านของแม่น้ำอิรวดีและหมู่เจดีย์เมืองสะกายอีกด้วย

ทำไมต้องมา : วิวไงครับ ที่ระเบียงชมวิวด้านบนของวัด เราสามารถมองเห็นวิถีชีวิตริมแม่น้ำอิรวดี มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำทั้ง 2 สะพาน (สะพานอังวะและสะพานอิรวดี) และเป็นมุมที่เห็นหมู่เจดีย์สวยๆ บนเนินเขาฝั่งเมืองสะกายได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก ดังนั้นถ้าวางแผนดีๆ รับรองได้ภาพสวยๆ แน่นอน

 

มุมที่ไม่ควรพลาด : คือมุมจากระเบียงในช่วงบ่ายแก่ๆ จนถึงแสงเย็น แต่ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ลงไปเดินเล่นถ่ายภาพวิถีชีวิตผู้คนริมแม่น้ำในช่วงบ่ายแก่ๆ ก่อน แล้วค่อยขึ้นมาถ่ายวิวบริเวณนี้ในช่วงแสงเย็น จะได้วิวของหมู่เจดีย์แห่งเมืองสะกายโดยมีแสงทไวไลท์ช่วยเต็มแสงสีให้ภาพงามๆ แน่นอน

+++++++++++++++++++++++++++++

 

ร้านอร่อย กินแล้วรอดแน่นอน

อาหารการกินที่มัณฑะเลย์นั้นมีให้เลือกหลากหลาย แต่หลายคนก็อาจจะเกรงๆ ว่าถ้าไปทานอะไรข้างทางจะสะอาดไหม ต้องไปทานร้านไหนถึงจะรอด เราเลยจะแนะนำ 2 ร้านอร่อย ที่เราไปลองมาแล้ว พบว่ารอดและรสชาติอร่อยแบบจริงจัง ที่สำคัญได้คะแนนรีวิวจาก TripAdvisor เยอะมากด้วย

Minn Wun Valley Cafe & Restaurant

ร้านแรกเป็นร้านที่ไกด์พาไปทาน ร้านตั้งอยู่ในเมืองสะกาย ชื่อร้าน Minn Wun Valley Cafe & Restaurant ร้านนี้ได้คะแนน 4 ดาวใน  TripAdvisor เลยล่ะ บรรยากาศโปร่งสบาย สะอาด อาหารมีหลากสไตล์ ทั้งพื้นเมืองและนานาชาติ เมนูที่เราสั่งมาทานคือ

  • Malaysia fried rice with chicken – ข้าวผัดใส่แครอท เม็ดข้าวโพดหวาน ไข่ รสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นไหม้นิดๆ สามารถเลือกใส่เนื้อได้ หมู ไก่ เนื้อ
  • Spain fried rice with beef – ข้าวผัดสเปน ใส่พริกหยวกให้รสเผ็ดนิดๆ ข้าวเม็ดร่วน ข้าวสุกกำลังดี ไม่แข็งไปนิ่มไป ปกติจะใส่กุ้งให้ แต่ขอเปลี่ยนเป็นเนื้อเค็มได้ อร่อยดี
  • Pork with Mango Pickle (หมูอบมะม่วงดอง) – นี่เป็นอาหารพื้นเมืองพม่า รสชาติเหมือนกันหมูอบซอส แต่ใส่มะม่วงดองเค็มด้วย หมูอบกำลังดี เปื่อยแต่ไม่เละ ยิ่งได้รสเปรี้ยวเค็มของมะม่วงดอง ยิ่งเพิ่มมิติให้กับหมูอบมากขึ้น

 

ถ้ามาทานที่ร้านนี้ เค้าจะทำข้าวกล่องบริการให้คนขับ Taxi ฟรีนะ เผื่อใครที่มักเลี้ยงอาหารพี่คนขับอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องกังวล

บรรยากาศโปร่งสบาย ร้านสะอาด บริการดีมาก

เมนูข้าวผัด ที่ให้เยอะ แล้วอร่อยด้วย

Pork with Mango Pickle

จอดรถปุ๊บ พี่เค้าเดินมารับเลย

ที่อยู่ร้าน : Bayint Naung Street, Parami Quarter,, Sagaing, Myanmar
โทรศัพท์ : +95 9 252 444 229

+++++++++++++++++++++++++++++

 

Bistro At 82nd Restaurant

ร้านที่ 2 นี่เก๋กู๊ดซู๊ดยอดไปเลยฮะ!!! 55555 การมาร้านนี้เหมือนเป็นการเล่นเกมทายใจระหว่างเรากับพี่คนขับ Taxi เพราะในวันกลับเราบอกพี่ Taxi ว่าอยากกินอาหารอร่อยๆ ร้านเก๋ๆ พาไปหน่อยได้ไหม ซึ่งก่อนจะไปยัยหมวยฯ​ ก็แอบหาข้อมูลร้านนี้เอาไว้แล้วนะ แถมจดลง list ไว้ว่าต้องไปลอง

สุดท้ายพี่ Taxi ก็ตอบโจทย์เราได้ตรง เพราะนี่คือร้าน Bistro at 82nd Restaurant ร้านอาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์น ตกแต่งเก๋ๆ จี๊ดจ๊าด ที่ได้คะแนนรีวิวจาก TripAdvisor ถึง 4.5 ดาว!!! เราสั่งเมนูง่ายๆ แบบรีบๆ มาทานกัน 2 จาน

  • Spaghetti with Basil cashew pesto and tiger prawns – จานนี้ยัยหมวยติดใจมาก สปาเก็ตตี้ผัดซอสโหระพาใส่กุ้งลายเสือ รสเข้มข้น เส้นดังเต้ อร่อยๆ
  • BBQ Pork Bratwurst with onion sauce – จานนี้คือไส้กรอกบาร์บีคิวราดซอสหัวหอม รสดี ซอสเข้มข้น ออกเค็มนิดๆ ทานกับขนมปังทาเนย เข้ากันมาก
  • Lime soda – อันนี้น้ำมะนาวธรรมดา รสชาติมาตรฐาน

สรุปว่ารสชาติอาหารถูกปาก บรรยากาศถูกใจมากเลยครับผม

 

 

 

 

 

ที่อยู่ : 82nd St | between 30 and 31th Street, Mandalay
โทร. : +95 9 250 121 280

+++++++++++++++++++++++++++++

 

เมืองสะกาย (Sagaing)

จากมัณฑะเลย์ เมื่อเราข้ามสะพานอิรวดีก็จะเข้าสู่เมืองสะกาย เมืองนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองอังวะ เป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธในมัณฑะเลย์ สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรของชาวไทยใหญ่ (ค.ศ. 1315–1364)  เคยเป็นเมืองหลวงของพม่าระหว่างปี ค.ศ. 1760 ถึง 1763 ปกครองโดยพระเจ้ามังลอก มีวัดสำคัญๆ น้อยใหญ่อยู่ถึง 600 วัด ว่ากันว่ามีพระสงฆ์อยู่ในเขตนี้ 3,000-5,000 รูป และมีแม่ชีมากกว่า 1,000 คน

โปรดจงรู้ไว้ว่าการเข้าไปเที่ยวยังเมืองต่างๆ ในพม่า ล้วนมีค่าผ่านทาง (แค่ข้ามสะพานอิรวดียังต้องเสียค่าข้ามเลย คนพม่าก็ต้องจ่าย) และการเข้ามาเที่ยวเมืองสะกาย ต้องจ่ายค่าเข้าเมือง 5,000 จั๊ด/คน บัตรนี้มีอายุเพียง 1 วัน

+++++++++++++++++++++++++++++

 

8. เจดีย์ช้าง ยาดานาร์ (Yadanar Pagoda)

อันที่จริงวัดนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากเท่าไหร่ แต่ที่เราแวะเที่ยวเพราะมีสองสิ่งที่ดึงดูดใจ

  • อย่างแรก วัดส่วนใหญ่ในพม่าจะมีสัตว์ประจำวัดเป็นสิงห์ แต่ที่วัดนี้เป็นช้าง เพื่อยกย่องช้างที่เป็นสัตว์คู่บารมีกษัตริย์พม่านั่นเอง
  • อย่างที่สอง ภายในอุโบสถวัดตกแต่งด้วยกระจกสีสวยงาม อลังการมาก มีการเลือกใช้คู่สีฟ้า-ขาว แล้วตัดด้วยสีแดงกับเหลืองลงตัวมาก

 

มุมที่ไม่ควรพลาด : มุมบันไดหน้าวัดเลยครับ แค่พาตัวเองไปขืนตรงกลางระหว่างรูปปั้นช้างตัวใหญ่สองตัว ก็ทำให้เราดูตัวเล็กลงได้มากมาย 55555 มุมที่ 2 คือบันไดทางเดินก่อนเข้าอุโบสถ เค้าปูกระเบื้องสลับสีโทน Pastel เอาไว้ ถ้าเราแต่งตัวสีสดๆ ให้ไปยืนตรงกลางเลย ถ่ายมาแล้วสวยเก๋ดีนะ ส่วนมุมที่ 3 ก็เข้าไปถ่ายภาพในอุโบสถอันแสนวิจิตรนั่นล่ะครับ

+++++++++++++++++++++++++++++

 

9. วัดมหาเตงดอจี (Maha Thein Twa Gyi)

ความรู้สึกตอนที่เจอวัดนี้ คือ “หัวใจพองโตมากๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน” เราไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้สนใจวัดนี้เลย จนพี่คนขับ Taxi บอกว่านี่คือวัดไทย ที่คนไทยสร้างไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และที่สำคัญนี่คือวัดที่สร้างเพื่อระลึกถึงคุณงามความดี “พระมหาเถรคันฉ่อง” พระอาจารย์ของกษัตริย์บุเรงนองและสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง!!!

ใครที่เคยดูหนัง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” คงจำกันได้กับบทบาทที่ สรพงษ์ ชาตรี ได้เล่นเอาไว้นั่นล่ะครับ (จริงๆ หลังๆ สรพงษ์ ก็เล่นแต่บทพระเนอะ)

 

ในบริเวณวัดมหาเตงดอจี จะมีเจดีย์เก่าตั้งอยู่ เป็นเจดีย์อายุหลายร้อยปี ที่สร้างโดยช่างฝีมือชายไทยสมัยอยุธยา ที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองสะกาย หลังจากที่สมเด็จพระนเรศรได้ทรงกวาดต้อนเชลยชาวไทยกลับสู่กรุงศรีอยุธยา เมื่อกว่า 400 ปีที่แล้ว แม้เจดีย์นี้จะเก่าไปตามอายุ แต่ด้านในได้รับการดูแลอย่างดี ส่วนด้านนอกมีการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบและล้อมรั้วอย่างดีเช่นกัน

ทำไมต้องมา : มาสิครับ มาดูให้ประจักษ์ถึงการมีอยู่จริงของพระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของกษัตริย์บุเรงนองและสมเด็จพระนเรศวรของเรา รวมถึงมาชมภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยโบราณที่สวยงามต่างจากภาพวาดสไตล์พม่าในวัดอื่นๆ ที่อยู่รายรอบ

มุมที่ไม่ควรพลาด : คือด้านในเจดีย์ครับ ภาพเขียนด้านในเป็นศิลปกรรมที่สวยงามทรงคุณค่าดีจัง

+++++++++++++++++++++++++++++

 

10. สะกายฮิลล์ (Sagaing Hills)

นี่คือเนินเขาสูงที่มองเห็นจาก “เจดีย์ชเวเจ็ทเย็ท” ฝั่งมัณฑะเลย์นั่นเอง ด้านบนสะกายฮิลล์มีวัดสวยๆ หลายแห่ง แถมวิวดีชะมัด รอบๆ พื้นที่มีต้นไม้ขึ้นครึ้มไปหมด ร่มรื่นมาก แม้เราจะมาที่สะกายฮิลล์ช่วงฤดูร้อน แต่ลมเย็นๆ ที่พัดอยู่ด้านบนตลอดเวลา ก็ช่วยคลายร้อนให้เราได้มากเชียวล่ะ

แต่ด้วยความที่วันนั้นแดดร้อนเอามากๆ เราเลยแวะเที่ยวแค่ที่ “วัดอูมิตง (U Min Thonze Caves)” หรือแปลตามชื่อว่า “วัด 30 ถ้ำ” จุดเด่นคือจะมีซุ้มประตูเรียงโค้งเป็นครึ่งวงกลมจำนวน 30 ซุ้ม ข้างในมีพระพุทธรูป 45 องค์ตั้งเรียงรายเป็นแนวพระจันทร์เสี้ยวดูสวยงาม… แต่เราสองคนไม่ได้เข้าไปดูนะ เพราะแดดร้อนมากจนเดินเท้าเปล่าเข้าไปตรงนั้นไม่ไหวแล้ว!!! ดูจากในภาพโปรโมทของวัดแทนละกันนะ

ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปดูพระในถ้ำ แต่เราก็ขึ้นไปด้านบนและเอาวิวสวยๆ ของสะกายฮิลล์มาฝากแทนนะ

ทางเดินสู่บริเวณ 30 ถ้ำ ในวันแดดระอุ ยัยหมวยขอบาย

ภาพโปรโมทจากทางวัด

เราเลือกเดินต่อไปด้านบน เพื่อชมวิวแทน

ทำไมต้องมา : สำหรับคนอื่นยังไงไม่รู้นะ แต่ของเราตั้งใจมาชมวิวโดยเฉพาะเลย ^_^ ซึ่งวิวด้านบนก็สวยจริงๆ ยิ่งถ้าได้มาช่วงเช้าตรู่หรือช่วงพลบค่ำ จะยิ่งสวยขึ้นอีกเยอะเลย

ภาพมุมสูงวัดอูมิตง (U Min Thonze Caves)

มุมที่ไม่ควรพลาด : ถ้าจะมาเที่ยวสะกายฮิลล์แบบครบรส แนะนำให้เผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพราะมีวัดสวยๆ หลายแห่ง แต่ละแห่งมองเห็นวิวแม่น้ำอิรวดีไม่เหมือนกัน เราว่าแสงเช้าหรือแสงเย็นก็สวยไม่แพ้กัน ดังนั้นให้ลองเล็งมุที่ชอบ แล้วแวะมารอแสงอีกทีในช่วงเย็นๆ (ถ้าจะมาตอนเช้าอาจลำบาก เพราะบางวัดไม่เปิด)

+++++++++++++++++++++++++++++

มินกุน (Mingun)

ตอนนี้เราเดินทางมาเที่ยวในเขตมินกุนกันดีกว่า มินกุนเป็นเมืองเล็กๆ ในเขตสะกาย อยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์เพียงแค่ 11 กม. ความน่าสนใจของที่นี่ คือ อดีตอัน (เกือบ) เคยรุ่งเรืองของเจดีย์มินกุน, ระฆังยักษ์มินกุน และวัดชินพิวเม ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี

ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าผู้สามารถอัญเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จ (หลังจากยกทัพไปตีแคว้นยะไข่ได้สำเร็จ) และเป็นกษัตริย์ผู้รวมไพร่พล 1 แสน 2 หมื่นคน ซึ่งมากที่สุดที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ เพื่อหวังจะมีตีกรุงเทพมหานครของเรา ในสมัยรัชกาลที่ 1 (ราวปี 2328) แต่ก็จำต้องพ่ายแพ้กลับไป

การเข้ามายังเมืองมินกุน ต้องเสียค่าผ่านเข้าพื้นที่เช่นกันนะครับ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5,000 จั๊ด / คนครับ

+++++++++++++++++++++++++++++

 

11. เจดีย์มินกุน (Mingun Pahtodawgi)

เจดีย์นี้ออกเสียงเป็นภาษาพม่าว่า ปาโตดอจี (Pahtodawgyi) แปลตรงตัวว่า…​ “สร้างไม่เสร็จ” นี่คือหลักฐานความทะเยอทะยานอันสิ้นเปลืองของพระเจ้าปดุง ผู้ที่หมายมั่นจะสร้างเจดีย์นี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าเจดีย์ใดๆ ในภูมิภาคนี้ แต่การก่อสร้างดำเนินไปได้แค่ 7 ปี พระเจ้าปดุงก็เสด็จสวรรคต (หลังจากพ่ายให้ รัชกาลที่ 1 ของไทย ในสงคราม 9 ทัพ) พระมหาเจดีย์ที่ตั้งใจจะสร้างให้ยิ่งใหญ่ จึงเสร็จไปได้แค่ฐานเจดีย์ที่มีความกว้างถึง 50 เมตร ซึ่งถ้าสร้างจนเสร็จ เจดีย์มินกุนนี้อาจจะกลายเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจริงๆ ก็ได้ เพราะแผนการวางไว้ว่าจะสร้างให้สูงถึง 152 เมตร

ฝั่งตรงข้ามเจดีย์ (ไม่ไกลกัน) มีซากของสิงห์คู่ขนาดใหญ่มากตั้งอยู่ริมแม่น้ำ (ซึ่งสุดท้ายก็สร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งร้างไปตามเวลาเช่นกัน)

+++++++++++++++++++++++++++++

 

12. ระฆังมินกุน (Mingun Bell)

ณ นาทีนี้ นี่คือระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ยังตีให้เสียงกังวานได้ แน่นอนว่างานใหญ่ระดับโลกนี้เกิดจากพระประสงค์ของพระเจ้าปดุงนั่นเอง 555555 พระองค์มีพระประสงค์ให้สร้างระฆังยักษ์นี้ขึ้นให้คู่ควรกับเจดีย์มินกุน (ที่สร้างไม่เสร็จ) ระฆังมินกุนสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1810 โดยมีเส้นรอบวงกว้างสุด 10 เมตร สูง 3.7 เมตร และหนักถึง 87 ตัน!!!

ความพีคอยู่ตรงตำนานที่กล่าวว่า “พระเจ้าปดุงสั่งประหารชีวิตนายช่างที่ทำระฆังทันที ที่สร้างระฆังเสร็จ” เพราะไม่ต้องการให้มีใครสร้างเลียนแบบระฆังนี้อีกแล้ว

ทำไมต้องมา : มาครับ มาดูให้เห็นผลงานที่สร้างเสร็จของพระเจ้าปดุง มาฟังเสียงอันก้องกังวาน (จริงๆ) ของระฆังนี้ และมาเล่นกับเด็กๆ ตาแป๋วๆ ที่วิ่งอยู่บริเวณนั้นแหล่ะ อ้อ! อย่าเผลอให้เด็กๆ ช่วยถ่ายรูปให้ล่ะ เดี๋ยวจะโดนไถตังค์ 55555

มุมที่ไม่ควรพลาด : คือ การพาตัวเองไปยืนเทียบสเกลกับระฆังครับ นี่มุมมาตรฐานเลย แต่แนะนำให้ดูทางแสงสักนิด เวลาถ่ายออกมาจะได้ไม่มืดเกินไป ส่วนอีกมุมนึงคือการมุดเข้าไปยืนใต้ระฆัง แล้วก็ทำท่าปวดหูไม่รู้เป็นอารายยยย…​จะช่วยสร้างรสแซ่บให้ภาพถ่ายได้เป็นอย่างดี

+++++++++++++++++++++++++++++

 

12. เจดีย์ชินพิวเม (Hsinbyume Pagoda)

โลกนี้ไม่ได้มีแค่กษัตริย์อินเดียที่สร้างอนุสรณ์แห่งความรัก กษัตริย์พม่าก็ทำเช่นกัน นี่คือเจดีย์ชินพิวเม ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี พระเจ้าบากะยีดอว์ (พระราชนัดดาในพระเจ้าปดุง) ทรงโปรดให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1816 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ที่ถึงแก่กรรมก่อนเวลาอันควร

ทำไมต้องมา : ส่วนตัวเราชอบเจดีย์นี้มาก เพราะเจดีย์ไม่ได้เป็นสีทอง 55555 นี่เป็นเจดีย์สีขาวประดับยอดทอง สร้างขึ้นตามหลักภูมิจักรวาล โดยมีองค์เจดีย์อยู่ตรงกลางขอดเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ จากภาพจะเห็นว่ารอบๆ เจดีย์มีรั้วเป็นเกลียวคลื่นล้อมรอบเป็นชั้นๆ ดูพลิ้วไหว สวยงามทีเดียว

มุมที่ไม่ควรพลาด : เมื่อมาถึงที่เจดีย์เราจะยังไม่เห็นมุมสวยๆ ตามรูปหรอกนะ แต่แนะนำให้เราเดินขึ้นไปไหว้พระด้านบนก่อน เสร็จแล้วเดินกลับออกมาใส่รองเท้าให้เรียบร้อย แล้วเดินกลับเข้าไปใหม่ แต่คราวนี้ให้เดินเข้าประตูข้าง แล้วเดินอ้อมไปด้านข้างและด้านหลังเจดีย์ จะเจอมุมสวยๆ เหล่านี้อยู่ครับผม

+++++++++++++++++++++++++++++

 

13. ตลาดเซโจ (Zegyo Market)

นี่คือตลาดค้าปลีก ค้าส่ง เสื้อผ้า อาหาร ของใช้และของจิปาถะ ที่ใหญ่ที่สุดในมัณฑะเลย์ สินค้าที่ขายจะเป็นสไตล์พื้นเมือง เช่น แป้งทานาคา ผ้าทอ ผ้าโลงจี ผ้าซิ่น อาหาร เครื่องหนัง ของเล่น กระเป๋า ราคาไม่แพง ไม่ใช่สินค้าเกรดเว่อร์วังอลังการอะไร บรรยากาศตลาดนั้นเหมือนกาดหลวงเชียงใหม่ (แต่แออัดกว่ามากๆๆ) เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว แถมมีบันไดเลื่อนเหมือนกันด้วย 55555

ทำไมต้องมา : อากาศอบอ้าวมาก มีแค่พัดลมเพดานเปิดเป็นระยะ จริงๆ ไม่มาก็ได้นะ แต่สไตล์เราสองคน ไปเที่ยวไหนต้องไปทำตัวโลคอล ต้องไปดู ไปกินแบบคนท้องถิ่น ดังนั้นเลยต้องไปให้รู้ว่าเค้าชอปปิ้งกันยังไง อันที่จริงฝั่งตรงข้ามมีตลาดติดแอร์นะ เย็นฉ่ำเลยล่ะ บรรยากาศคล้ายๆ โบ๊เบ๊ เมื่อ 10 ปีก่อน ด้านในขายเสื้อผ้าแฟชั่นล้ำๆ รวมถึงมีเครื่องสำอางนำเข้าหลายแบรนด์เลย

มุมที่ไม่ควรพลาด : ทุกมุมเลยจ้า ยิ่งถ้าใครชอบถ่ายแนวไลฟ์ แนวสตรีท ที่นี่ถ่ายสนุกเลย เราชอบเดินคุยกับคน ชอบถ่ายภาพผู้คน วิถีชีวิต มาเดินตลาดนี้สนุกเลย และถ้าใช้ Flash เป็น ยิ่งดีเลยนะ อย่าลืมพกไปด้วยล่ะ (เราลืมเอาไป)

เป็นไงกันบ้างกับ 13 ที่เที่ยวดิบๆ เรียลๆ (แต่เราเที่ยวคูลๆ) แห่งเมืองมัณฑะเลย์ เราใช้เวลาจริงๆ อยู่ที่มัณฑะเลย์ 2-3 วัน กับสถานที่น่าสนใจมากมาย หลายที่ถ้าอยากได้ภาพสวยๆ ก็ต้องวางแผนเรื่องเวลาถ่ายกันนิดนึง แต่โดยรวมแล้วเราพบว่าแม้การมาเที่ยวมัณฑะเลย์ มันช่วยชะลอจังหวะชีวิตเราให้ช้าลง

เสน่ห์ของประเทศที่ยังรักษาตัวตนของตัวเองไว้ได้แบบนี้มันล้นเหลือนะ ผู้คนหน้าตาจริงจังแต่นิสัยน่ารัก พวกเค้ามีวัฒนธรรมความเชื่อในรูปแบบที่คล้ายกับเรามาก เราพูดกับตัวเองหลายครั้งว่า “เหมือนบ้านเราเมื่อก่อนเลย” หรือ “นี่มันเมืองไทยเมื่อ 30 ปีก่อนนี่” นั่นก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยอย่างเราๆ มาเที่ยวพม่าได้ ไม่ตายแน่นอน “มิงกะลาบา คนพม่าน่ารักนะ”

ตอนต่อไป : พุกาม – เที่ยวแบบคูลๆ ชมทะเลเจดีย์และวิถีชีวิตแบบพุกาม

#รู้แล้วบินได้เลย
#อาเซียนเที่ยวง่าย
#ไปมัณฑะเลย์ไปกับแอร์เอเชีย