เมื่อเอ่ยชื่อ “ไอซ์แลนด์” ขึ้นมาทีไร…
ภาพความทรงจำ ก็หวนให้นึกถึง ดินแดนแห่งขุนเขาท่ามกลางหิมะเย็นสุดขั้ว,
ประสบการณ์ตื่นเต้นกับแสงออโรร่าสีเขียว สีม่วง สีเหลืองที่เต้นระบำอยู่บนท้องฟ้า,
สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ และคนชอบถ่ายรูป,
ดินแดนที่เต็มไปด้วยโอโซนบริสุทธิ์ถูกโอบล้อมด้วยแลนด์สเคปอลังการ
ทั้งภูเขาสวย น้ำตกขนาดใหญ่มหึมา และฝูงสัตว์ ที่คอยยืนต้อนรับระหว่างการเดินทาง

ประสบการณ์ที่ตื่นเต้นที่สุดในทริป ขอยกให้ “แสงเหนือครั้งแรกในชีวิต” เกิดขึ้นแบบเรียบง่ายหน้าบ้านพัก ไม่ได้ออกตามล่า ไม่ได้อดนอนเฝ้ารอคอย นับเป็นโชคดีที่คืนนั้น KP 5 แรงพอจะให้เห็นแสงเหนือ และฟ้ากระจ่างจนเห็นดาวนับล้านๆ ดวง!!!  แม้มันจะไม่ Perfect ที่สุด แต่เราดีใจที่ได้เห็นพร้อมกันกับเพื่อนๆ ครับ

ยังจำโมเมนท์นั้นได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้… จากตั้งใจแค่จะเดินออกไปดูว่าฟ้าเปิดไหม กลายเป็นเห็น “แสงสีเขียวกำลังเคลื่อนไปมาอยู่ตรงขอบฟ้า” พอตั้งสติได้ ก็ตะโกน โหวกเหวกๆ “แสงเหนือๆๆๆๆๆ”

หลายสิ่งที่นี่ไม่ได้พิเศษไปกว่าประเทศไหนหรอก แต่พอทุกองค์ประกอบมารวมกันแล้ว
เราพบว่า มันกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้
“ไอซ์แลนด์” ดินแดนแห่งนี้ไม่มีใครเหมือนเลยคร๊าบ

รู้จักไอซ์แลนด์กันสักนิด

ไอซ์แลนด์ (Iceland) เป็นประเทศนอร์ดิกในยุโรปเหนือ ตั้งอยู่บนเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างกรีนแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร มีเมืองหลวงชื่อ “Reykjavik” (เรคยาวิก)  ชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ เชื่อว่าเป็นนักบวชชาวไอริชในพุทธศตวรรษที่ 14 และย้ายออกไปก่อนชาวไวกิงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ในปี พ.ศ. 1417

“ไอซ์แลนด์” ได้ถูกขนามนามว่า “เป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงที่สุดในโลก” และถูกจัดให้เป็น “ประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลก” จากดัชนีการพัฒนามนุษย์ ปี พ.ศ. 2549 ของสหประชาชาติ

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูงโดยแบ่งสัดส่วน 62% ที่รกร้าง, 23% ที่พืชเจริญเติบโตได้ และอีก 11% เป็นธารน้ำแข็ง มีประชากรเพียง 350,000 กว่าคน แต่มีพื้นที่รวม 102,775 ตร.ม. ถือว่ามีสัดส่วนพื้นที่เยอะกว่าจำนวนคนไอซ์แลนด์ค่อนข้างมาก จากประสบการณ์ที่เราขับรถเที่ยวรอบเกาะ เราพบฝูงม้า ฝูงแกะ และคนต่างชาติที่มาทำงานตามมินิมาร์ทปั๊มน้ำมัน คาเฟ่ โรงแรมที่พัก มากกว่าคนไอซ์แลนด์จริงๆ ซะอีก 555

รีวิวที่เกี่ยวข้อง
10 ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวไอซ์แลนด์
การขอวีซ่าท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ (อัพเดท มี.ค.2562)
10 ข้อควรรู้ จะไปเที่ยวโคเปนเฮเกน ต้องทำยังไง!?
11 พิกัดเที่ยวสนุก ในเมืองแห่งความสุข โคเปนเฮเกน

ไปไอซ์แลนด์ยังไงดี ?

เราบินตรงจาก Copenhagen เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก  ไปลงสนามบิน KEF ที่ Iceland ด้วย Icelandair” สายการบินแห่งชาติของสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ มีจุดเชื่อมต่อจุดหมายปลายทางสู่ยุโรปและอเมริกาที่สะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งบริเวณที่สนามบินโคเปนเฮเกนจะมี Self Service Kiosk Check-in ของสายการบิน Icelandair ค่อนข้างเยอะ ไม่ต้องรอคิวนาน สะดวกมากครับ

ทริปนี้เราจองตั๋วเครื่องบินจาก “Buy Nowเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วที่ให้บริการแบบ One-stop-service มาที่เดียวจบครบเรื่องไอซ์แลนด์ โดยเราได้ตั๋วเครื่องบินทั้ง Thai Airways (กทม-โคเปนเฮเกน-กทม) และ Icelandair (โคเปนเฮเกน-ไอซ์แลนด์-โคเปนเฮเกน) ผมว่าสะดวก ประหยัดเวลา เหมาะกับคนทำงานแบบเรามากๆ ครับ

สายการบิน Icelandair มีเที่ยวบินระหว่าง Reykjavik กับ 16 เมืองทั้งของอเมริกา และแคนาดา เช่น นิวยอร์ค ชิคาโก บอสตัน วอชิงตัน ออลันโด ซีแอตเติล โตรอนโต แวนคูเวอร์ มอนทีออล เป็นต้น และมีเที่ยวบินจากยุโรปมากถึง 27 เมือง ไม่ว่าจะเป็น โคเปนเฮเกน, สต๊อกโฮล์มม, เฮลซิงกิ, ปารีส, แฟรงค์เฟิร์ต อัมสเตอร์ดัม, มิลาน, บาร์เซโลนา, มิวนิค, บรัสเซล, เจนีวา, ซูริค, ลอนดอน เป็นต้น (ทั้งนี้ ตารางบินขึ้นอยู่กับฤดูกาล) ดังนั้นไม่ว่าจะเมืองไทย หรือเมืองไหนๆ ก็บินกับ Icelandair ได้ค่อนข้างสะดวกมากครับผม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BUYNOW

ตารางบินจากโคเปนเฮเกน (CPH) ไปถึงเรคยาวิก (KEF) โดยสายการบิน Icelandair (FI 205) ใช้เวลาแค่ 3.15 ชม. ก็ถึงแล้ว เวลาที่ไอซ์แลนด์จะช้ากว่าไทยประมาณ 7 ชั่วโมงนะครับ

มาครับ!! ถ้าคุณปักธงไว้แล้ว…ว่าจะไปเที่ยว “ไอซ์แลนด์” สักครั้ง
เราขอเอาแผนเที่ยว 12 วันรอบเกาะไอซ์แลนด์ ฤดูหนาวมาฝากคุณทุกคนครับผม

แผนเที่ยว 12 วัน รวม 25 พิกัด รอบเกาะไอซ์แลนด์ ฤดูหนาว

ไหนๆ มาแล้วก็อยากเที่ยวรอบเกาะไอซ์แลนด์ให้ได้ !! นั่นคือ ความตั้งใจของเราครับ
วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือ “การเช่ารถ” โดยเราจองรถล่วงหน้าแล้วรับรถที่สนามบิน สำหรับแพลนเที่ยวเราจะขับรถแบบย้อนเข็มนาฬิกา คือ ขับรถลงใต้ > วนขึ้นตะวันออก > ขึ้นเหนือ > กลับมาที่เมือง Reykjavik เพื่อแช่ Blue Lagoon ให้ผ่อนคลายก่อนบินกลับที่ Copenhagen ครับ

Day 01 : ลงเครื่องที่สนามบิน KEF – แลกเงินและรับรถ – พักที่ Icelandic Cottage
Day 02 : Gullfoss – ทักทายฝูงม้า – น้ำพุร้อน Strokkur Geysir
Day 03 : Seljalandsfoss Waterfall – Seljavallalaug Swimming Pool – Skógafoss Iceland – Icewear Vík Wool – เมือง Vik
Day 04 : Reynisfjara Black Sand Beach – เมือง Höfn – Pakkhús Restaurant
Day 05 : Jökulsárlón Glacier – Vestrahorn mountain – ตุนเสบียงที่ Netto
Day 06 : เมือง Höfn – เมือง Egilsstaðir – Nykurhylsfoss (Sveinsstekksfoss) – Havari Café
Day 07 : Dettifoss waterfall – Grjótagjá Cave
Day 08 : Skútustaðagígar – Mývatn Nature Baths (Jarðböðin við Mývatn)
Day 09 : Goðafoss Waterfall – Gooafoss Café – เมือง Akureyri – เมือง Hvammstangi
Day 10 : เมือง Hvammstangi – Búðakirkja – Kirkjufellsfoss – เมือง Reykjavik
Day 11 : Blue Lagoon – Bæjarins Beztu Pylsur Hotdog – Hallgrimskirkja Church – Reykjavik Roasters – Kárastígur – Icelandic Street Food
Day 12 : ซื้อของฝากที่ Netto – เติมน้ำมัน – คืนรถที่สนามบิน KEF – Copenhagen

หมายเหตุ : การมาเที่ยวไอซ์แลนด์ช่วงฤดูหนาวต้องเผื่อใจไว้เยอะๆ ครับ เพราะแพลนเที่ยวอาจเก็บได้ไม่ครบทุกที่ เนื่องจากที่เที่ยว หรือถนนบางเส้นถูกปิดกะทันหัน, สภาพอากาศที่ไอซ์แลนด์เปลี่ยนแปลงเร็วมากใน 1 วัน เช่น เดี๋ยวฝนตกหนัก เดี๋ยวหิมะตก พอไปถึงแล้วลงรถไม่ได้, บางที่ต้องเดินเข้าไปอีกไกล ดังนั้นการไปเที่ยวฤดูหนาวต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยครับ

Day 01 : สนามบิน KEF– พักที่ Icelandic Cottage

ช่วงบ่ายเราก็มาถึงดินแดนที่เรารอคอยมานานครับผม เครื่องบินแลนด์ดิ้งที่สนามบินเรคยาวิก เคฟลาวิก (Reykjavik-Keflavik Airport) สนามบินนานาชาติของกรุงเรคยาวิก ไอซ์แลนด์ จากนั้นแลกเงิน รับรถจากสนามบินแล้วขับรถมุ่งหน้าไปที่พัก Icelandic Cottage

ตามปกติจากสนามบิน KEF ขับรถไปที่พักจะใช้เวลาแค่ 1.30 ชม. แต่เราใช้เวลากัน 2.30 ชม. ด้วยระหว่างทางเกิดพายุหิมะ ลมพัดแรงมากกก กระแทกรถจนทำให้รู้สึกว่ารถแอบเซนิดหนึ่ง ขนาดขับ BMW X1 นะเนี่ย!!! สภาพอากาศและทัศนวิสัยเป็นศูนย์ ด้านหน้าเป็นสีขาวแทบมองไม่เห็นทางเลย ดังนั้นถ้าใครเจอะสภาพแบบนี้ แนะนำต้องใช้สติในการขับรถมากๆ และขับให้ช้าที่สุดดดดครับผม

Day 02 : Gullfoss -ทักทายฝูงม้า -น้ำพุร้อน Geyser

วันนี้อากาศเริ่มดีขึ้นกว่าวันแรกที่มาถึงเยอะเลย ทำให้หัวใจเราเริ่มชุ่มชื้นขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้มาเปลี่ยนที่นอน!! พอช่วงสายเริ่มมีแดดออกเบาๆ เราก็เตรียมตัวออกจากบ้านตะลุยเที่ยวที่แรกกันเลยครับ

พิกัดที่ 1 : Gullfoss (น้ำตกกุลล์ฟอสส์)
น้ำตก Gullfoss ได้ชื่อว่าเป็น “น้ำตกไนแองการ่าแห่งไอซ์แลนด์” มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง และยังได้รับให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจาก UNESCO ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากเมืองเรคยาวิกประมาณ 118 กม. ภายในอุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) ซึ่งไหลมาจากธารน้ำแข็งของแม่น้ำควิทอา (Hvítá) มีต้นกำเนิดอยู่ที่ Langjökull โดยแม่น้ำจะไหลจากที่ราบสูง 40 กม. ก่อนไหลลงสู่ช่องเขาสองชั้นของน้ำตก โดยมีชั้นแรกสูง 11 เมตร และชั้นที่สองสูง 22 เมตร

ชื่อของน้ำตกแปลว่า “น้ำตกทองคำ” โดยมาจาก “Gull” เเปลว่า ทองคำ และ “Foss” แปลว่า น้ำตก” พอละอองน้ำมาปะทะกับแสงแดดจะเห็นกินน้ำ และแสงระยิบระยับวิ๊บวั๊บ แวววาวดั่งทองอร่าม สวยงามอลังการดาวล้านดวง!! ยิ่งถ้าใครสายธรรมชาติแล้วล่ะก็ ต้องยิ้มแก้มปริแน่ๆ

ภาพในหัวที่เราเห็นน้ำตกแห่งนี้จะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่พร้อมม่านน้ำ น้ำไหลแรง สวยมากกกซึ่งภาพที่เห็นเราก็เพิ่งรู้ว่าเป็นส่วนใหญ่ คือ ภาพน้ำตกในช่วงฤดูร้อน (กค. – สค.) แต่เราไปฤดูหนาวช่วง “Low Season” น้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งขาวโพลน!!! บริเวณทางเดินเลียบน้ำตกก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดทาง จุดถ่ายรูปอลังการก็ถูกปิดเพื่อความปลอดภัย เรารู้สึกว่าเหมือนเป็นคนละประเทศเลย… นี่แหละยิ่งทำให้อยากไปเที่ยวไอซ์แลนด์ช่วงซัมเมอร์อีกรอบจัง
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี เปิดทั้งปีตลอด 24 ชั่วโมง
พิกัด : https://goo.gl/maps/MZGfR8Xe5DFRCkY39
Website : http://gullfoss.is/

ระหว่างทางไปน้ำพุร้อน Strokkur Geysir ก็แวะจอดถ่ายรูปทักทายฝูงน้องม้าเจ้าถิ่นกันสักหน่อย น้องๆ ไม่กลัวกล้อง ดูเชื่อง ท่าทีไม่กลัวคนเลย แถมเรียก “เจ้าขาวๆ” ยังเข้าใจอีก 5555

พิกัดที่ 2 : Strokkur Geysir
จากน้ำตก Gullfoss ขับรถประมาณ 10 นาที ก็ถึง “น้ำพุร้อน Strokkur Geysir” บริเวณนี้อยู่ใกล้กับภูเขาไฟที่ยังระเบิดได้อยู่และได้รับผลจากแม็กมา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวน้ำพบกับหินร้อนทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นจึงเกิดเป็น “พลังงานความร้อนใต้พื้นพิภพ” ทำให้เกิดไกเซอร์พวยพุ่งขึ้นมา โดยปกติน้ำพุร้อนจะปล่อยกระแสน้ำร่วมกับไอน้ำออกมาเป็นระยะๆ มีความสูงประมาณ 15-20 เมตร บริเวณฝั่งตรงข้ามน้ำพุร้อนจะมีที่จอดรถ ร้านอาหาร ไอศกรีม กาแฟ ของที่ระลึก และห้องน้ำไว้บริการ

“น้ำพุร้อน Strokkur Geysir” ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีเพียงไม่กี่แห่งในโลก ความตื่นเต้นของน้ำพุร้อน คือ เราคาดเดาไม่ได้ว่าน้ำพุร้อนพุ่งมาจากบริเวณไหนบ้าง? รอนานเท่าไหร่? สนุกดีครับ555

รัฐบาลไอซ์แลนด์ก็ได้นำประโยชน์จากแหล่งความร้อนใต้พิภพนี้มาเป็นพลังงานไฟฟ้าส่งใช้ทั่วประเทศ นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้พลังงานไฟฟ้าที่นี่มีเยอะมากก จนเกิดหลายอุตสาหกรรมตามมา
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/g7rKcJY8BhThTaBZ8

ตามแพลนวันนี้เราตั้งใจจะไปเก็บที่เที่ยวอีกหลายที่แต่ดันเกิดหิมะตกหนัก พร้อมเม็ดฝนโปรยปราย ยิ่งพอเช็คเว็บไซต์สภาพการจราจรแล้วมีถนนหลายสายถูกปิด ดังนั้นวันนี้เราเลยตัดสินใจรีบกลับบ้านก่อนครับ

Day 03 : Seljalandsfoss Waterfall – Seljavallalaug Swimming Pool – Skógafoss Iceland – Icewear Vík Wool

เช้านี้เราจะย้ายเมืองมุ่งหน้าสู่ “Vik” เมืองทางใต้สุดของเกาะไอซ์แลนด์ ระหว่างทางก็หยุดแวะถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ที่สามารถเข้าได้ เพราะบางที่จะถูกปิดกะทันหันในช่วงฤดูหนาว

พิกัดที่ 3 : Seljalandsfoss Waterfall (น้ำตกเซลยาลันฟอสส์)
นี่คือน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ ที่บรรดาตากล้องต้องมาแวะเก็บภาพให้ได้!! น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างเมือง Selfoss กับเมือง Skogafoss สายน้ำตกค่อนข้างแคบ มีความสูงราว 60 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ Seljalandsá ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดใต้ธารน้ำแข็ง “Eyjafjallajökull Glacier” ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งแห่งนี้เนี่ยแระ… ที่เกิดการปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 2010 ทำให้เกิดความเสียหายสนามบินทั่วยุโรป

ไฮไลท์ของน้ำตก คือ เราสามารถเดินลอดไปหลังม่านน้ำตกเพื่อถ่ายภาพย้อนออกมา จะเห็นภาพน้ำตกอลังการ มีสายรุ้งพาดผ่าน และวิวสวยๆ แต่ด้วยที่เราไปฤดูหนาวอีกแล้วเลยเห็นสายน้ำของน้ำตกไหลเอื่อยๆ ช้าๆ ทางเดินไปด้านหลังถูกปิดไว้ เพราะบางพื้นที่หิมะเริ่มละลายทำให้ทางเดินลื่น และอันตราย ถ้าเดินเข้าไปอีก 700 เมตร จะพบน้ำตกอีกแห่ง ชื่อว่า “Gljúfrabúi” เข้าไปใกล้ๆ จะตัวเปียกแน่นอน ละอองน้ำกระเด็นเยอะมากครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bctZW

พิกัดที่ 4 : Seljavallalaug Swimming Pool
คุณป้าโรซ่าเจ้าของบ้านพัก Icelandic Cottage แนะนำให้เราต้องมาให้ได้!!! เราก็คิดว่าต้องเด็ดจริง ดีจริงขนาดคนท้องถิ่นยังแนะนำ…. งั้นไปก็ไปจ้า !

ข้อมูลที่เราหามา นี่คือ “สระว่ายน้ำเก่าแก่โบราณลึกลับท่ามกลางหุบเขา และธรรมชาติ” สร้างขึ้นเมื่อปี ค. ศ.1923 มีความยาว 25 เมตร และกว้าง 10 เมตร เริ่มแรกใช้เป็นสระสอนว่ายน้ำ เคยได้ชื่อว่าเป็นสระที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์จนถึงปี คศ.1936 มีการทำความสะอาดในช่วงฤดูร้อนปีละครั้งเท่านั้น (ข้อมูลประโยคสุดท้าย…ทำเรางงแล้ว 55)

จากจุดจอดรถต้องเดินเข้าไปด้านในอีก 30 นาทีท่ามกลางหุบเขาพื้นทางเดินปกคลุมด้วยหิมะ และบางช่วงก็มีธารน้ำไหล ลมพัดแรงเดินไปก็สั่นไป พอไปเห็นสระว่ายน้ำถึงกับผงะ อะไรหรือเนี่ย!!! สระว่ายน้ำขนาดกลางสร้างด้วยคอนกรีต มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ 2 ห้องที่ค่อนข้างสกปรก น้ำในสระดูไม่สะอาดจนเราไม่กล้าลงกันเลยหล่ะ ก็ทำความสะอาดปีละครั้งนิหน่ะ 5555 สรุปพวกเราได้แต่ยืนมองคนว่ายน้ำกัน และเดินคอตกกลับรถกันจ้า ที่นี่ผมขอรีวิวว่า “ไม่ต้องมา” ครับผม …เราพลาดแล้ววว ไม่อยากให้คุณต้องพลาดเหมือนเรา 555!!!
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/ta2Xtwxgw5hFzZdF7

พิกัดที่ 5 : Skógafoss (น้ำตกสโกการ์ฟอสส์)
น้ำตกอลังการใหญ่อันดับที่ 5 ของไอซ์แลนด์ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Skógá ทางตอนใต้ นี่คือ “น้ำตกแห่งแรกที่เราได้เห็นน้ำตกไหลลงมาแรงๆ ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของน้ำตกสักทีครับ” ถ้าขับรถจาก Reykjavik มาจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ สามารถจะทำเป็น day trip ก็ได้ครับ

น้ำตกมีความกว้างประมาณ 25 เมตร และสูงราว 60 เมตร ด้วยสายน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูงอย่างต่อเนื่อง พอมาปะทะกับผืนน้ำด้านล่างทำให้เกิดละอองน้ำบางๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้เห็นรุ้งกินน้ำพาดผ่านน้ำตกได้อย่างชัดเจนเลยครับ…. เชื่อแล้วว่าน้ำตกที่ไอซ์แลนด์สวยอลังการจริงๆ

อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของน้ำตก คือ บันไดสูงด้านข้างของน้ำตก Skógafoss จะมีทางเดินขึ้นไปด้านบนเหนือน้ำตก เป็นจุดชมน้ำตกสวยๆ ได้เต็มตา แต่ต้องเดินระมัดระวังสักหน่อยครับ เพราะบันไดค่อนข้างสูงชัน และทำจากไม้ยิ่งพอโดนน้ำแล้วจะลื่นมาก
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี เข้าได้ตลอดปี
พิกัด : https://maps.app.goo.gl9/N8sTU

พิกัดที่ 6 : Icewear Vík Wool
พอสัมผัสสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งหนาวถึงติดลบ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวพายุหิมะ และลมแรง!! เราต้องรีบชอปปิ้งหาตัวช่วยเพิ่มความอบอุ่นกันซะหน่อยที่ Icewear Outlet ที่เมือง Vik น่าจะเป็นสวรรค์ของนักช้อปเลยคร๊าบ

การออกแบบเสื้อผ้า ลวดลาย และการใช้งานจะเป็นสไตล์ Icelandic โดยรวมเสื้อผ้าแบรนด์นี้คุณภาพใช้ได้ มีแบบให้เลือกเยอะทั้งของเด็ก ผู้ชาย และผู้หญิง ราคาเป็นมิตร ใส่ได้จริง (ถ้าจะให้นึกภาพออกชัดๆ ก็ประมาณแบรนด์ Uniqlo) ภายในมีร้านอาหาร และห้องน้ำไว้บริการด้วยครับ

เสื้อกันหนาวมีแบบขนสัตว์, กันน้ำ, กันหิมะ, กันลม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแขนยาว, กางเกงขายาว, อุปกรณ์กันหนาว เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า ผ้าพันคอ ผ้าห่ม และผ้าพัฟ และของที่ระลึก เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ของตั้งโชว์ ตุ๊กตา พรมขนกวางเรนเดียร์ พวงกุญแจ และอื่นๆ

มีเพื่อนซื้อ Icewear Jacket สำหรับกันหนาวและกันลมราคาตัวละประมาณ 6,xxx บาท มาคอนเฟิร์มว่า “ใส่กันลมค่อนข้างดี แม้ลมจะพัดแรงแค่ไหน อุณหภูมิติดลบก็ยังเอาอยู่” ถ้าคนชอบไปเที่ยวที่หนาวบ่อยๆ ก็น่าซื้อเก็บไว้สักตัวครับ

Tip : ถ้ามียอดค่าใช้จ่ายซื้อของภายในร้านเดียวกันขั้นต่ำ 6,000 ISK ต่อใบเสร็จภายในวันเดียวกัน (ไม่รวมค่าอาหาร) ก็สามารถนำเอกสารไปทำ Tax Refund ที่สนามบิน KEF ได้ครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/u84vJ
Website : https://www.icewear.is/en/

Day 04 : Reynisfjara Black Sand Beach – มุ่งหน้าไปเมือง Höfn – Pakkhús Restaurant

พิกัดที่ 7 : Reynisfjara Black Sand Beach (หาดทรายสีดำเรย์นิสฟยารา)
พอวิ่งมาถึงชายหาดสีดำชื่อดังของไอซ์แลนด์ พวกเราร้องว๊าวดังมากกก!! เป็นชายหาดสีดำที่ดูลึกลับ แปลกตา ออกจะฮิปสเตอร์หน่อยๆ หาดทรายสีดำเกิดจากการสึกกร่อนของหินลาวา และแนวหินบะซอลต์ ต่อมาได้ถูกน้ำพัดพาไปสะสมบริเวณชายหาด ทำให้ตะกอนเม็ดทราย และกรวดสีดำวางทอดยาวววว

ที่นี่ถูกจัดอันดับว่าเป็น…
– หาดทรายสีดำที่สวยที่สุดในโลก!!
– หนึ่งในหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก!!
– 1 ใน 10 ชายหาดที่สวยที่สุดในโลก!! จากนิตยสาร American Journal Islands
– สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Noah (2014) – All over Iceland”

จุดไฮไลท์ของหาดอีกแห่ง คือ แท่งหินบะซอลต์ขนาดมหึมาทรงกระบอกหกเหลี่ยมสูงๆ วางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ เป็นแนวยาวที่เราปีนขึ้นไปด้านบนหิน เรารู้สึกว่าแท่งหินเหล่านี้เหมือนงานกับปฏิมากรรมจนเราไม่เชื่อว่านี่คือ “ผลงานจากธรรมชาติจริงๆ”

ถัดจากก้อนแห่งหินจะมีโพรงถ้ำหินบะซอลต์ “Hálsanefshellir Cave” มีความสูง 120 เมตร ดูลึกลับดีจังเหมือนอยู่อีกดินแดนหนึ่ง ถ้าถ่ายรูปย้อนออกมาจะเห็นทั้งโพรงถ้ำและชายหาดที่สวยงาม

ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/F7FtnyKUBTR5TCkz5

จากนั้นก็ขับรถยาวๆ เกือบ 300 กม. ใช้เวลาประมาณเกือบ 4 ชั่วโมงมุ่งหน้าสู่เมือง Höfn เมืองทำประมงทางตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ในภาคใต้อยู่ใกล้ฟยอร์ดขนาดเล็ก Hornafjörður วิวสองข้างสวยมาก ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง The secret life of Walter mitty” ทั้งภาพวิวสวยๆ ทั้งน้ำตก ภูเขา ทะเลสาบน้ำแข็งคอยสลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขับรถเพลินดีจริง

พิกัดที่ 8 : ทานล็อปสเตอร์ร้านดังที่ Pakkhús Restaurant
ไหนๆ มาเที่ยวเมืองท่าติดทะเลแล้ว เราก็อยากมาลองทานอาหารซีฟู้ดสดๆ และล็อบสเตอร์ อาหารจานเด็ดสไตล์ไอซ์แลนด์บ้าง และแล้วเราก็พบร้าน “Pakkhús Restaurant” ได้คะแนน 4.5 ดาว จาก Tripadvisor เป็นร้านอาหารเก่าแก่ 80 ปี ดูท่าแล้วอาหารร้านนี้ต้องสดแน่ๆ ครับ เพราะร้านตั้งติดกับท่าเรือ มีเรือประมงจอดอยู่ด้านหน้าร้านเลยจ้า

ร้านอาหารเหมือนบ้าน 2 ชั้น ด้านในตกแต่งด้วยไม้ โดยจะเน้นวัตถุดิบสดๆ ส่งตรงลงจากเรือที่จอดอยู่หน้าร้านมาปรุงอาหาร อาหารจานเด็ดที่ห้ามพลาด คือ “Langoustine” (กุ้งลังกู้สตีน) ซึ่งเรียกว่า “Icelandic Lobster” ตัวเนื้อกุ้งจะมีสีขาวใส รสหวาน แต่เนื้อจะไม่แน่น เท่ากุ้งล็อปสเตอร์ที่เราคุ้นเคย นอกจากนี้ยังมีเมนูเนื้อแกะ, ปลาเค็ม, เป็ด, หมู และของหวาน

อาหารที่เราสั่ง :
– Langoustine soup ราคา 1,890 isk : ซุปล็อปสเตอร์รสชาติเข้มข้นแบบธรรมชาติ หอม รสออกเค็มนิดๆ กำลังดี พอทานพร้อมกับขนมปังแล้วอร่อยมากก!!
– Overgrilled langoustine tails (300 g) ราคา 6,990 isk : ล็อปสเตอร์ตัวขนาดกลางย่างมากำลังดี กลิ่นหอม เนื้อออกหวานนิดๆ มีเครื่องเคียงเป็นกระเทียม เนย และผักสลัด ยิ่งเอามาจิ้มกับซอส pink langoustine sauce อร่อยจนอยากเบิ้ลจานที่ 2 เลยครับ
– Nautu Rib eye (Beef Rib-Eye) ราคา 4,990 isk : เนื้อวัวส่วน Rib- Eye นำมาค่อยๆ ย่างเพื่อให้ได้เนื้อแบบ medium แบบนุ่มๆ ทานคู่กับมันฝรั่ง ข้าวโพด และจิ้มกับซอส chili-bearnaise sauce ยิ่งเข้ากันดีมากๆครับ
– ของหวานเป็นไอศกรีมอร่อย และรสดีมาก
ข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : +354 478 2280 (แนะนำให้โทรไปจองคิวล่วงหน้าครับ)
พิกัด : https://goo.gl/maps/qyAD3MDkrHP7PoKs9
Website : http://www.pakkhus.is/

Day 05 : Jökulsárlón Glacier lagoon – Vestrahorn mountain – ตุนเสบียงที่ Netto

พิกัดที่ 9 : Jökulsárlón glacier lagoon (โจกุลซาลอน)
เช้านี้อากาศดี แดดออก ฟ้าเป็นใจให้เราไปถ่ายรูปมุมไฮไลท์ของเมือง Höfn กัน !!
ธารน้ำแข็งพันปี Jökulsárlón (โจกุลซาลอน) เป็นทะเลสาบที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ที่เมือง Höfn และเป็นทะเลสาบที่ลึกเป็นอันดับ 2 ของไอซ์แลนด์ อยู่ทางใต้ตรงปลายๆ ของธารน้ำแข็ง “Vatnajökull” (วาตนาเยอคูตล์) ระหว่างอุทยานแห่งชาติสเกฟตาลเฟลล์ (Skeftalfell National Park) และเมือง Höfn

ในช่วง ค.ศ.1934-1935 เริ่มมีปรากฏการณ์การละลายของธารน้ำแข็งเกิดขึ้น คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ เกิดจากการละลายมาจากภูเขาน้ำแข็งด้านบนและไหลลงสู่ทะเล ซึ่งในปี 1975 ทะเลสาบแห่งนี้มีขนาด 7.90 ตร.ม. เท่านั้น ต่อมาธารน้ำแข็งก็มีการละลายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปีจนทำให้พื้นที่ขยายกว้างถึง 18 ตร.ม. มีความลึกประมาณ 200 เมตร

ด้วยฉากน้ำแข็งก้อนมหึมาวางเรียงกันสวยงามจนมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับ Hollywood หลายเรื่องมาถ่ายทำที่นี่ เช่น James Bond series: A View to a Kill (1985) and Die Another Day (2002), Lara Croft: Tomb’s Raider และ Batman Begins ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดยอดมากครับ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวอุ่นๆ ไปด้วย ที่นี่อากาศเย็นเจี๊ยบๆ ยิ่งกว่าในตู้แช่แข็งเลยหล่ะ!!
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/StQ8srEsQ1xrP2uJ6
Website : www.jokulsarlon.com

พิกัดที่ 10 : Vestrahorn moutain (Batman Mountain)
“Vestrahorn” หรือ “หุบเขาค้างคาว” เป็นภูเขายอดแหลมที่บรรดาตากล้องทุกคนต้องมาเก็บภาพให้ได้ ยิ่งถ้าได้แสงเหนือกับภูเขาแห่งนี้ด้วยนั้น โอ๊ย!! ยิ่งฟินน์ครับผม

หุบเขาค้างคาวโดดเด่นที่มียอดเขาแหลมอยู่ปลายยอดเรียงตัวกันคล้ายๆ รูปค้างคาวตั้งตระหง่านบนหาดทรายนิ่มสีดำริมทะเลตั้งอยู่ทางตะวันออกเมือง Höfn ภูเขาลูกนี้ คือ หินที่เกิดจาก Magma เย็นตัวอยู่ใต้เปลือกโลก

บริเวณนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคครับ เราต้องไปซื้อบัตรที่ Viking Café ราคาคนละ 900 isk แล้วขับรถนำบัตรที่มีบาร์โค๊ดไปสแกนเข้าประตูเพื่อขับเข้าไปด้านในที่เป็นที่ตั้งของหุบเขาค้างคาว

ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์ฟอรม์ยักษ์เรื่อง Batman Begins และ Tomb Rider ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง landmark ที่แปลกตา สวยงาม ไม่ควรพลาดทั้งปวงครับ!!
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/YPKWU

Day 06 : Höfn – Egilsstaðir – Nykurhylsfoss (Sveinsstekksfoss) – Havari Farm Cafe

เราขับรถออกจากเมือง Höfn ทางตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Egilsstaðir ด้านตะวันออกของไอซ์แลนด์ ระยะทางขับรถยาวๆ เกือบ 300 กม.

พิกัดที่ 11 : Nykurhylsfoss (Sveinsstekksfoss)
น้ำตกแห่งนี้อยู่ระหว่างทางที่เราจะมุ่งหน้าไปเมือง Egilsstaðir ไม่ได้ตั้งอยู่บนถนนสายหลักเบอร์ 1 ด้วยความที่น้ำตกมีขนาดเล็กเลียบลำธาร Fossá น้ำตกมีขนาดค่อนข้างแคบไหลลงไป 49 ฟุต แต่ด้วยความที่ภูเขาถูกปกคลุมด้วยหิมะทุกอย่างเลยเห็นเป็นน้ำแข็ง เราเลยหาน้ำตกยากมาก กว่าจะเจอะขับรถวนหากันหลายรอบเลย 555

น้ำตกนี้เป็นน้ำตกเล็กๆ ที่เกิดจากการก่อตัวของหินบะซอลต์ที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ แล้วถูกกัดเซาะจากกระแสน้ำของลำธารพุ่งผ่านช่องแคบเรื่อยๆ จึงเกิดเป็นทางน้ำไหลผ่าน บริเวณทางลงเดินไปน้ำตกเป็นริมหน้าผาชันซึ่งจะมีรั้วกั้นไว้เป็นจุดชมวิว
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/yAyoAF8nYG2qb8sb6

วิวระหว่างทางก็ยังทำให้เราตื่นเต้น อยากวิ่งออกมาถ่ายรูปแบบนี้วนไปเรื่อยๆ ตลอดทริปครับ

พิกัดที่ 12 : Havari Farm cafe
ขอแวะคาเฟ่ดื่มกาแฟ นั่งเล่นกันหน่อยครับ “Havari Farm” เหมือนจุดแวะพักจอดรถระหว่างทาง ในร้านมีพนักงานคนเดียว จะหิว จะใจร้อนไม่ได้นะครับ

Credit : https://www.facebook.com/hahavari/

ในร้านเน้นอาหารง่ายๆขาย เช่น แซนวิช ขนมปัง เบเกอรี่ ซุป และเครื่องดื่มชา-กาแฟ และมีบริการเกสต์เฮาส์ ในช่วงฤดูร้อนจะมีนักดนตรีชาวไอซ์แลนด์มาจัดคอนเสิร์ตที่นี่ด้วย บริเวณนี้เป็นสวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ และชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น เดินป่า ขี่ม้ารอบชายหาด หรือขับรถเพื่อเที่ยวชมพื้นทีทำเกษตรอินทรีย์

เมนูที่เราสั่ง :
– Traditional Icelandic Cake ราคา 900 ISK
– Cortado 600 ISK
– Hot Chocolate 650 ISK
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/uCCz7z3vUCKdMfGF8

หลังจากขับรถมานานก็ถึงที่พัก Skarðás Country Cabins (Egilsstaðir) สักที
คืนนี้เป็นครั้งแรก และคืนแรกที่เราได้สัมผัสประสบการณ์การรอลุ้นแสงเหนือระดับ KP 3 และแล้ว! สิ่งที่เรารอคอยก็ปรากฏให้เห็นอยู่ด้านหน้าของที่พัก พวกเราตื่นเต้น กรี๊ดกร๊าดกันสุดๆครับ

แสงเหนือระดับ KP3 จะไม่สามารถมองเห็นแสงสีเขียวบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าได้ครับ เราจะเห็นเป็นแถบม่านสีเทาๆ กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนท้องฟ้าขึ้นๆลงๆ ถ้าถ่ายด้วยกล้อง DSLR พร้อมขาตั้งจะเห็นแสงเหนือแบบสีเขียวเข้ม พร้อมดาวเต็มท้องฟ้าแบบนี้เลยหล่ะ!!
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/DBPT

Day 07 : Dettifoss Waterfall – Grjótagjá Cave

พิกัดที่ 13 : Dettifoss Waterfall (เดตตี้ฟอสส์)
Dettifoss เป็นน้ำตกขนาดมหึมาที่มีพลังและปริมาณน้ำมากที่สุดในยุโรป (500 ลบ.ม./วินาที) น้ำตกมีความสูง 45 เมตรและกว้าง 100 เมตร ตั้งอยู่บนแม่น้ำ JökulsááFjöllum ซึ่งไหลจากธารน้ำแข็ง Vatnajökull ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull ทางตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำที่ไหลบ่ามาจะมีตะกอนสีขาวอมเทา

ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Prometheus (2012) – Hekla volcano and Dettifoss waterfall และยังมีเส้นทางเดินป่าระยะทาง 34 กม. ไปตามหุบเขาจาก Dettifoss ไปยัง Asbyrgi ซึ่งสามารถตั้งแคมป์ที่ Vesturdalur ได้
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/AccPV

พิกัดที่ 14 : Grjótagjá Cave
ถ้ำลาวาเล็กๆ ใกล้กับทะเลสาบ Mývatn ภายในมีน้ำพุร้อน สำหรับประวัติคร่าวๆ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 มีอาชญากรชื่อ Jón Markússon อาศัยและอาบน้ำอยู่ที่ในนี้ จนถึงปี 1970

ต่อมา Grjótagjá ได้เป็นที่รู้จักและกลายสถานที่อาบน้ำยอดฮิต หลังจากนั้นปี คศ. 1975-1984 เกิดการปะทุทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้นสูงมากกว่า 50 ° C (122 ° F) แม้ว่าภายหลังอุณหภูมิจะลดต่ำกว่า 50 °C แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเมืื่อก่อนแล้ว (ผู้คนนิยมไปอาบน้ำที่ถ้ำลาวา Stóragjá บริเวณใกล้เคียงแทน) ที่นี่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากที่ห้าของ Game of Thrones เรียกว่า “Kissed by Fire”
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/UwbHNTvwyfWwuU6v6

แสงเหนือ KP5 ที่เราเฝ้ารอคอยก็มาถึง

ยังจำโมเมนท์นั้นได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้… จากตั้งใจแค่จะเดินออกไปดูว่าฟ้าเปิดไหม กลายเป็นเห็น “แสงสีเขียวกำลังเคลื่อนไปมาอยู่ตรงขอบฟ้า” พอตั้งสติได้ ก็ตะโกน โหวกเหวกๆ “แสงเหนือๆๆๆๆๆ”

ในที่สุดเราก็ได้เห็นออโรร่า KP5 ทั้งสีม่วง สีเหลือง สีน้ำเงินเต้นระบำไปทั่วท้องฟ้าแบบจัดเต็มจนจุใจจากระเบียงที่พักด้วยตาเปล่า มือถือก็ถ่ายได้ ไม่ต้องเหนื่อยออกไปตามล่าแสงเหนือ… คืนนี้เรากรี๊ดกันดังลั่น!! ประทับใจสุดๆ เลยครับ

เราพักที่ Breidamyri Farm Apartments
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.google.com/?cid=10124624214467501947

Day 08 : Skútustaðagígar – Mývatn Nature Baths (Jarðböðin við Mývatn) – Hvammstangi

โปรแกรมวันนี้จะสบายๆ ครับผม เน้นไปเรื่อยๆ ชิลล์ๆ เห็นวิวสวยที่ไหนก็แวะจอดถ่ายรูป และปิดท้ายไปแช่น้ำอุ่นกันครับ

พิกัดที่ 15 : Skútustaðagígar หรือ Pseudo Crater
จุดจอดรถด้านหน้าของ Skútustaðagígar จะเป็นถนนเส้นยาว ถ่ายรูปที่สวยมากๆ

บริเวณด้านหน้าทางเข้าจะเป็นทะเลสาบน้ำแข็ง ถ่ายรูปก็สวยอีกครับผม

พอเดินเข้ามาด้านใน เราจะเห็นหลุมขนาดใหญ่ยักษ์บนยอดภูเขานับหลายสิบลูก เป็นภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ และแปลกตามากๆ ที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวทะเลสาป Myvatn ที่สวยงามมาก พื้นที่บริเวณนี้เกิดจาก “การระเบิดของก๊าซ” เมื่อลาวาหลอมเหลวไหลลงสู่ทะเลสาบ Mývatn แล้วเกิดการระเบิดของก๊าซจนกลายเป็นหลุมลึก ปัจจุบันเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักดูนก และได้รับการคุ้มครองในฐานะพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ

เส้นทาง Trekking รอบ Stakhólstjörn จะใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะมีเส้นที่สั้นอยู่ทางตะวันตกของพื้นที่ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ซึ่งเป็นทางเดินที่ง่าย และใกล้กับแหล่งสำหรับดูนก
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.google.com/?cid=9194581734183686066

ระหว่างทางที่เราขับรถมา Mývatn Nature Baths ภาพที่เราเห็นอยู่เหมือนภาพวาดสุดๆ โอ๊ย….วิวโคตรสวยยย !!!

พิกัดที่ 16 : Mývatn Nature Baths (Jarðböðin við Mývatn)
ถ้าใครมาแช่บ่อนี้แล้วจะลืม Blue Lagoon ไปเลยจ้า ราคาก็ถูกกว่า นักท่องเที่ยวไม่เยอะ และหลังแช่แล้วผิวนิ่มกว่าอีก!!

Myvatn Nature หรือเรียกว่า Jarbodin เปิดตั้งแต่ปี คศ. 2004 เป็นบ่อน้ำแร่ธรรมชาติเมือง Myvatn มีกลิ่นกำมะถันเล็กน้อย ตั้งอยู่ในพื้นที่ความร้อนใต้พิภพทางตะวันออกของรอยแยก Grjotagja และทางตะวันตกของพื้นที่ความร้อนใต้พิภพ Hverir

น้ำที่ส่งมาที่นี่เกิดจากการดึงน้ำความร้อนใต้พิภพอุณหภูมิประมาณ 130 °C ซึ่งจะมีแร่ธาตุจำนวนมาก และด่างเหมาะสำหรับการแช่น้ำ แต่เมื่อน้ำมาถึงพื้นผิวอุณหภูมิจะอยู่ที่ 36 – 40 °C แช่แล้วจะรู้สึกสบายตัวจากการเดินทาง ผิวนุ่มขึ้น และฟินน์กว่าที่ Blue lagoon เยอะเลย !!

แนะนำให้เตรียมชุดว่ายน้ำ และผ้าขนหนูมาด้วยนะครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบแช่น้ำก็แวะดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ที่ Cafe ได้ครับผม
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : 4500 – 5000 ISK
ค่าเช่า : มีอุปกรณ์ให้เช่า เช่น Towel : 850 ISK, Swimsuit 850 ISK และ Bathrobe 1800 ISK
Website : https://myvatnnaturebaths.is/
พิกัด : https://goo.gl/maps/RQm3WwkgoXv7gFhD9

Day 09 Goðafoss Waterfall – Gooafoss Café – จุดชมวิวเมือง Akureyri – เมือง Hvammstangi

เมื่อคืนหิมะตกหนักมากจนหิมะฟูแน่นเต็มพื้น พอเปิดประตูบ้านออกมาเห็นเนินหิมะสูงๆ เช้านี้เรามาลองเล่นหิมะกับ snow cart กันซะหน่อย ดูจากภาพก็รู้ครับว่าสาวๆ สนุกกันมากขนาดไหน

พิกัดที่ 17 : Goðafoss Waterfall (น้ำตกโกดาฟอสส์)
Goðafoss แปลว่า “น้ำตกของพระเจ้า” อลังการยิ่งใหญ่สมชื่อจริงๆครับ มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 และเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดของไอซ์แลนด์ มีความสูง 12 เมตร กว้าง 30 เมตร ถูกค้นพบโดยนักบุญชาวคริสต์เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน คศ. ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูเขาไฟคลาฟฟา (Krafla Volcano)

น้ำตกเชื่อมมาจากแม่น้ำ Skjalfandafljót ตั้งอยู่ในเขต Bárðardalur ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่น้ำมีต้นกำเนิดมาจากที่ราบสูงไอซ์แลนด์และไหลจากที่ราบสูงผ่านหุบเขา Bárðardalur จาก Sprengisandur ใน High Land จากจุดจอดรถเดินเข้าไปไม่ไกลแต่ทางเดินค่อนข้างลื่นครับ

สำหรับพวกสายแวะ ด้านหน้าน้ำตกจะมี Gooafoss Cafe ขาย Hotdog สุดอร่อย เครื่องดื่มร้อนๆ และขายของที่ระลึก เหมาะนั่งชิลล์สักหน่อย ก่อนขับรถยาวๆครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://goo.gl/maps/j24Q59wz7Bzuxz4Z7

พิกัดที่ 18 : Parking area Iceland (จุดชมวิวเมือง Akureyri)
เราออกจากน้ำตก Goðafoss ขับรถมุ่งหน้าสู่เมือง Akureyri เมืองทางตอนเหนือของไอซ์แลนด์ เป็นเขตปกครองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของไอซ์แลนด์

จุดชมวิวเมือง Akureyri มุมนี้อาจจะหายากหน่อยครับ แนะนำให้ออกจากอุโมงค์แล้วค่อยๆ สังเกตทางขวามือจะมีเวิ้งให้เข้าไปจอดรถ บอกเลยว่าเป็นจุดชมวิวเมืองที่สวยมากกกก!! ใจจริงเราอยากแวะไปเที่ยวในเมือง Akureyri มากๆ แต่ด้วยเวลาจำกัด เราเลยได้แค่ขับรถผ่านเมืองนี้ มุ่งหน้าไปค้างคืนที่เมือง Hvammstangi อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ

Tip : ก่อนที่จะมาถึงจุดชมวิวเมือง Akureyri นี้จะต้องเข้าอุโมงค์ “Vaðlaheiði tunnel” ที่โน้นจะไม่มีด่านเก็บเงินค่าทางด่วนนะครับ พอออกจากอุโมงค์ให้รีบชำระเงินออนไลน์โดยกรอกหมายเลขทะเบียนรถภายใน 3 ชั่วโมง ราคาทางด่วน 1,500 ISK (ประมาณ 400 บาท) แต่ถ้าเกิน 3 ชั่วโมงจะเสียค่าทางด่วน 2,500 ISK (https://www.veggjald.is/en)
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/61w5Q

Day 10 : เมือง Hvammstangi – Búðakirkja – Kirkjufellsfoss – เมือง Reykjavik

พิกัดที่ 19 : Búðakirkja (โบสถ์สีดำบูดาเคิร์กย่า)
โบสถ์ไม้สีดำโรแมนติกที่ใครๆ ก็รู้จัก!! โบสถ์นี้ตั้งอยู่อันเดียวแบบโดดๆ จริงจังมากนะครับ มีขนาดเล็กกว่าที่เราคิดมาก แต่มีเสน่ห์ตรงที่มีสีดำทั้งหลัง แปลกตาและแตกต่างจากโบสถ์อื่นๆ โบสถ์ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก Búðir บนแหลม Snæfellsnes Peninsula ทางตะวันตกของไอซ์แลนด์ โบสถ์นี้เราเห็นพวกตากล้องมาถ่ายรูปแสงเหนือตอนกลางคืน และบรรดาคู่รักก็นิยมมาถ่ายรูป prewedding กันครับ

ตามประวัติโบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี คศ.1703 โดยพ่อค้า Bent Lárusson ต่อมาได้ผุกร่อนลงตามเวลา และอีก 145 ปีต่อมาได้ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Steinunn Sveinsdóttir ตามตำนานเล่าว่าเธอได้ทำตามคำขอของ Bent Lárusson คนที่สร้างโบสถ์นี้คนแรกได้มาเข้าฝันเธอ จากนั้นในปี 1987 โบสถ์นี้ก็ได้รับการปรับปรุงบูรณะอีกครั้ง และได้กลายเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไอซ์แลนด์
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Pqq2o

พิกัดที่ 20 : Kirkjufells
ก่อนเข้าเมือง Reykjavik เราตั้งใจมาดูความอลังการของภูเขา Kirkjufells ที่เมือง Grundarfjörðu ทางตะวันตกของเกาะ ภูเขานี้มีอีกชื่อว่า “Church Mountain” (ภูเขาโบสถ์) ทรงปลายแหลมเหมือนหมวกแม่มดเป็นหนึ่งในภูเขาที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุด จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของไอซ์แลนด์ไปแล้ววว…ใครมาต้องมีรูปนี้!! และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำสำหรับ Game of Thrones Season 6 และ 7 ด้วย

พอลงรถแล้วทุกคนตกใจ พร้อมเสียงหัวเราะกันดังมากกกก !! อ้าวภาพน้ำตกสวยๆ ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาอยู่ที่ไหน? …ไม่มีๆๆ 5555 อ้าว…ภูเขา Kirkjufells ไหงตั้งอยู่โดดเด่นเพียงอันเดียว? อ้าว…น้ำตก Kirkjufellsfoss ทำไมเล็กขนาดนี้?

ภาพแห่งความเป็นจริง คือ น้ำตกและภูเขาอยู่คนละฝั่งถนนกันเลย 555 ไม่อลังการยิ่งใหญ่เหมือนในรูปที่เคยเห็นเลยจ้า ถ้าอยากได้รูปมุมนี้แล้ว ต้องเดินขึ้นไปทางด้านซ้ายของน้ำตก แล้วถ่ายย้อนให้เห็นทั้งน้ำตก และภูเขาอยู่ในเฟรมเดียวกัน ขอกราบผู้เปิดมุมนี้จริงๆครับ ขอยกให้เป็น “น้ำตกที่สุดยอดแห่งความเฟลล์” แอบผิดหวังลึกๆ ที่สุดของทริปเลย 555
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/B5XiE

Day 11 : Blue Lagoon – Bæjarins Beztu Pylsur Hotdog – Hallgrimskirkja Church – Reykjavik Roasters Kárastígur – Icelandic Street Food

วันนี้เราเน้นเที่ยวสบายๆ แช่บ่อน้ำร้อนพร้อมจิบเครื่องดื่ม, ชมเมือง ชมสถาปัตยกรรมโบสถ์สวยๆ, เดินเล่น Street Art, แวะจิบกาแฟ และปิดท้ายด้วยมื้ออาหารแบบคน local ในเมือง Reykjavik กันบ้างครับ

พิกัดที่ 21 : Blue Lagoon
เช้านี้เราไปแช่บ่อน้ำร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์กันครับ เราตั้งใจเอา Blue Lagoon ไว้วันก่อนกลับ เพราะ อยากแช่น้ำอุ่นๆ ให้ผ่อนคลาย ลดความเมื่อยล้าจากการเดินทางยาวๆ แช่เสร็จแล้วตัวเบาเลยคร๊าบบบ

Blue Lagoon ซึ่งตั้งอยู่ในเขตลาวาใกล้กับแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ Reykjanes Peninsula ทางตะวันตกเฉียงใต้ห่างจากสนามบินนานาชาติ Keflavik ประมาณ 20 กม. อุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 37–39 ° C สีน้ำจะเหมือนสีฟ้าเนื่องจากมีแร่ธาตุซิลิกาสูง อุดมไปด้วยเกลือและแร่ธาตุ ในบริเวณสระน้ำจะมีโคลนให้มาพอกหน้า พอกตัวด้วย สาวๆ พอกกันใหญ่เลยครับ

จะมา Blue Lagoon แนะนำให้จองออนไลน์ล่วงหน้าครับ ซึ่งเราสามารถเลือกวัน-เวลา แล้วชำระเงินผ่านบัตรเครดิต โดยจะมี 2 แพ็กเกจให้เลือก คือ Premium และ Comfort (Comfort จะราคาประมาณ 3,000 บาท มีผ้าขนหนู และ 1 drink) เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ก็แจ้งหมายเลขการจอง ทางพนักงานจะให้ผ้าขนหนู และกำไลข้อมือซึ่งจะมีสีต่างกันตามแพ็กเกจที่เราซื้อ ซึ่งกำไลนี้เหมือนบัตรเครดิตที่ให้ใช้จ่ายสำหรับค่าอาหาร น้ำ และเครื่องดื่มภายใน Blue Lagoon เราไม่ต้องถือเงินสดเลย ก่อนกลับค่อยชำระเงินถือว่าสะดวกสุดๆ จัดการระบบได้ดี ถูกใจเรามากครับ

ก่อนลงสระจะต้องไปเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ ล้างตัวและผมกันก่อนครับ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจะแบ่งเป็นชาย และหญิง ภายในมีล็อกเกอร์สำหรับเก็บเสื้อผ้า-ข้าวของมีค่า ห้องน้ำ เคาน์เตอร์แต่งหน้า เครื่องไดร์ผม ปลั๊กไฟ ถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าเปียก ถือว่าครบถ้วนมากครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
Website : https://www.bluelagoon.com/
พิกัด : https://goo.gl/maps/pp6TLKTYqZj73biw6

ระหว่างทางเดินไปตามหาร้าน Hotdog เจ้าดัง ก็ได้เดินชมบ้านเมืองน่ารักๆ Street Art สวยๆ ตามกำแพงของเมืองหลวงไอซ์แลนด์

พิกัดที่ 22 : Hotdog Bæjarins Beztu Pylsur
Hotdog ร้านดังของเมืองเรคยาวิคซึ่งได้รับการจัดอันดับ 4 ดาวบน TripAdvisor ซึ่งในปี 2006 หนังสือพิมพ์อังกฤษ The Guardian เลือกให้ร้านนี้เป็น “The best hot dog stand in Europe” ร้านนี้จะเป็นซุ้มตั้งโดดๆ ที่เปิดขายมา 82 ปีแล้ว มีแค่โต๊ะแบบยืนทานไม่มีเก้าอี้นะครับ ร้านนี้ถือเป็นร้านที่คนไอซ์แลนด์ก็นิยมทาน เพราะอยู่ใจกลางเมือง และใกล้ท่าเรือ

Hotdog จะมีทั้งขนมปัง ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ดหวาน หัวหอมทอด ต้นหอมดิบ และซอสมายองเนสที่มีรสชาติออกหวานนิดๆ รสชาติของการผสมผสานของซอสมันมีมิติดีมากแบบไม่เคยทานรสแบบนี้มาก่อน พอกัดขนมปังคำโตๆ พร้อมไส้กรอก และเครื่องเคียงแล้วยิ่งทำให้อร่อยสมชื่อจริงๆ แต่ไส้กรอกอาจจะไม่เด็ดมากนะ แต่ก็อาจจะเป็นรสแบบคนที่นี่ชอบก็ได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติมาลองกันเยอะมากจนยกย่องให้ Hotdog กลายเป็น “the Icelandic national food.” (อาหารประจำชาติของไอซ์แลนด์) ซึ่งก็มีบรรดาคนดัง Bill Clinton อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และ James Hetfield นักร้องจากวง Heavy Metal วง Metallica ตามไปชิมมาด้วยนะครับ อร่อยไม่ธรรมดาจริงๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JXnHg

พิกัดที่ 23 : Hallgrimskirkja Church (โบสถ์ฮัลล์กรีมสคิร์คยา)
โบสถ์รูปทรงแปลกตาอยู่ใจกลางเมืองเรคยาวิกแห่งนี้เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ และเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของไอซ์แลนด์ มีความสูง 73 เมตร โบสถ์นิกายลูเทอแรนแห่งนี้ตั้งชื่อตามชื่อของ Hallgr mur Petursson (ฮัลล์กรีมูร์ เพทูร์สซอน) กวีและนักบวชชาวไอซ์แลนด์

สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นแบบ Expressionist architecture โดยสถาปนิกชาวไอซ์แลนด์ Guðjón Samúelsson เริ่มก่อสร้างในปี คศ. 1945 ใช้เวลาสร้างถึง 38 ปีจึงสำเร็จในปี คศ.1986 Hallgrimskirkja Church นับเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเรคยาวิก และเป็นหนึ่งในแบบอาคาร Expressionist ที่หาชมได้ยาก เช่นเดียวกับโบสถ์กรุนด์ทวิก (Grundtvig’s Church) ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

บริเวณด้านหน้าของโบสถ์จะมีอนุสาวรีย์ของนักสำรวจ เลฟร์ อีริคสัน (Leifr Eiriksson) ยืนตระหง่านแบบสง่างาม ตามประวัติศาสตร์ของไอซ์แลนด์ ถือว่า เลฟร์ เป็นชาวนอสร์ ชาติยุโรปคนแรกที่ไปเหยียบดินแดนแถบอเมริกาเหนือซึ่งรวมถึงกรีนแลนด์ด้วย ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาได้มอบให้กับไอซ์แลนด์ในโอกาสเฉลิมฉลองรัฐสภาอัลธิงกิ (Alþingi) ครบรอบ 1,000 ปี ในปี คศ. 1930

ภายในโบสถ์ตกแต่งเป็นเรียบง่าย ไม่อลังการหรูหราเหมือนโบสถ์ที่เราเคยเห็นในยุโรป ด้านบนโบสถ์จะสามารถขึ้นไปบน Tower เห็นวิวบ้านเมืองโดยรอบ โดยจะเสียค่าขึ้นคนละ 1,000 ISK

ข้อมูลเพิ่มเติม
เปิดเวลา : ทุกวันตั้งแต่ 09:00 – 17:00 น.
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZzP8H

พิกัดที่ 24 : Reykjavik Roasters – Kárastígur
ร้านคาเฟ่เล็กๆ สไตล์อบอุ่นน่ารักใกล้กับโบสถ์ Hallgrimskirkja ร้านนี้ถูกจัดอันดับได้ 4 ดาวจาก TripAdvisor สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟ น่าจะติดใจบาริสต้าหล่อสุดเฟี้ยว และบรรยากาศอบอุ่น น่ารักของที่นี่ครับ

ภายในร้านตกแต่งแบบอบอุ่นด้วยงานไม้ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ มีของกระจุกกระจิกตกแต่งทั่วร้าน ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในบ้านบรรยากาศสบายๆ มีกระจกรอบร้านเลยทำให้นั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมาแบบเพลินๆ

เครื่องดื่มที่เราสั่งเป็น Americano และ Cappuccino (แก้วละ 600 ISK) รสชาติของเมล็ดกาแฟไม่ได้เข้มข้น ไม่ได้เด็ด แต่ร้านบรรยากาศน่ารักๆ ทำให้เรามองข้ามรสชาติกาแฟไปเลย ในร้านจะมีขนม เบเกอรี่ เมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์ชงกาแฟขายด้วยครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
เปิดเวลา : ทุกวันตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/vnfH8gCqP6A6nciz5

พอเดินออกมาจากร้านกาแฟ ก็เห็นมุมสีสดๆ แบบนี้ ยัยหมวยรีบไปยืนให้ถ่ายรูปทันทีคร๊าบ

พิกัดที่ 25 : Icelandic Street Food- Hollur ehf.
ร้านนี้ถูกจัดอันดับได้ตั้ง 5 ดาวจาก TripAdvisor ซึ่งคอนเซ็ปส์ของร้านต้องการทำเป็น Street Food เหมือนอาหารขายข้างทางราคาไม่แพง ที่ให้บริการอาหารเช้าและกาแฟเริ่มตั้งแต่เวลา 8:00 -11:00 น. และช่วงอาหารกลางวันถึงดึกเวลา 11:30 – 23:00 น.

ไอซ์แลนด์มีอาหารที่มีวัตถุดิบอาหารทะเลหลากหลาย เช่น ซุปหอยแบบดั้งเดิม เนื้อปู เนื้อปลา นอกจากนี้ยังมีเบียร์ และน้ำอัดลมขายด้วย
เมนูที่เราสั่ง :
– Fisherman Favorite 2,000 ISK จานนี้ถือว่าเด็ด เนื้อปูเป็นชิ้นๆ อร่อยมากก
– Shellfish soup in bread 1,990 ISK ซุปที่เสิร์ฟมาในขนมปัง ตัวซุปรสชาติเข้มข้นแต่ออกเค็มไปหน่อยเลยยังไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่
– Coca Cola 390 ISK
ข้อมูลเพิ่มเติม
Website : https://www.icelandicstreetfood.com/
พิกัด : https://goo.gl/maps/Px4g3nMUKogRHjba6

Day 12 : ซื้อของฝากที่ Netto – เติมน้ำมัน – คืนรถที่สนามบิน KEF – Copenhagen

วันสุดท้ายก่อนกลับเราแวะซื้อของฝาก ของกินที่ Netto Supermarket ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน สาขานี้สะดวกซื้อของกลับมากๆครับ จากนั้นเติมน้ำมันรถให้เต็มถังเพื่อเอารถไปคืนที่สนามบิน KEF ก่อนบินต่อไปที่ Copenhagen

ลาก่อน “ไอซ์แลนด์” แล้วพบกันอีกครั้งในฤดูร้อนนะ