รีวิวที่เกี่ยวข้อง :

รู้จักเมือง Kumamoto (คุมะโมะโตะ)

คุมะโมะโตะ (Kumamoto) เป็นเมืองใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคคิวชูในประเทศญี่ปุ่น ทิศเหนือติดกับเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) ห่างประมาณ 100 กิโลเมตร เหมาะมากที่จะจัดทริปเที่ยวแบบ One Day Trip จากฟุกุโอกะ (Fukuoka) การเดินทางก็สะดวกมากนั่งรถไฟชินคันเซ็นจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที หรือถ้าขับรถยนต์ หรือนั่งรถบัสจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง ส่วนทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับจังหวัดโออิตะ (Oita) ที่ขึ้นชื่อเมืองออนเซ็นทั้งยูฟุอิน (Yufuin) และเบปปุ (Beppu) หรือสำหรับคนชอบชิลล์ๆ แนะนำให้มานอนค้างคืนที่คุมะโมะโตะ (Kumamoto) มองวิวภูเขา วิวธรรมชาติก็ดีงามค่ะ

เมืองคุมะโมะโตะ (Kumamoto) เป็นเมืองใหญ่ของเกาะคิวชูทีพวกเราตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นจริงๆ วิวภูเขาอะโซะ (Aso) คือที่สุดของความว๊าววว!! เป็นภูมิประเทศที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขาและธรรมชาติอันงดงาม วิวสวยปังอลังการกว่าที่คิดมากๆ สวยกว่าในรูปทุกใบที่เคยเห็นเลยค่ะ!! นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวสวยๆ ให้ลงไปแวะไปถ่ายรูปท่ามกลางธรรมชาติเยอะ เช่น อุทยานแห่งชาติอะโสะ – คุจุ (Aso-Kuju National park), สะเซ็นริกะฮามะ (Kusasenri Ga Hama), ถนน Milk Road เป็นอีกเส้นทางขับรถชมวิวที่ถูกยกย่องว่าเป็นถนนเส้นที่สวยที่สุดของเมืองจนได้กลายมาเป็นหนึ่งในฉากของหนังเรื่องดังอย่าง Castle in the sky ค่ะ

พอขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าเมืองคุมะโมะโตะ (Kumamoto) ก็เป็นสกีรีสอร์ทในฤดูหนาวด้วย, สำหรับคนชอบความ adventure ก็มาเดินเทรลปากปล่องภูเขาไฟ และเขตรอบพื้นที่อะโซะ (Aso) บริเวณรอบๆ ภูเขาไฟอะโซะจะเห็นวิวเมืองชนบท บ้านเรือนชาวบ้าน นาข้าว วิวสวยจริงไม่จกตา งามมากๆ ค่ะ

ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) นับว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) เลยค่ะ ปราสาทที่สร้างด้วยเทคนิคทางสถาปัตยกรรมอันล้ำเลิศมีความใหญ่เป็นอันดับ 3 และยังเป็นปราสาทที่สวยขึ้นชื่อติดอันดับ 1 ใน 3ของปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นด้วย ปูเป้ไปช่วงพฤศจิกายน 2022 ปราสาทคุมาโมโตะบูรณะเสร็จแล้ว สามารถเดินชมความงามภายใน และขึ้นไปจุดชมวิวเมืองชั้น 6 บนปราสาทได้เลยค่ะ

คุมะโมะโตะ (Kumamoto) เมืองน้องหมีดำคุมะมงแก้มแดง (Kumamon) ความน่ารักของเจ้าหมีมาสคอตโด่งดังไปทั่วโลกที่เราคนไทยรู้จักกันดี เราจะเห็นน้องหมีตัวนี้แฝงตัวตามจุดต่างๆ ของเมือง Kumamoto (คุมะโมะโตะ)

คุมะโมะโตะ (Kumamoto) ยังเป็นเมืองเกษตรกรรมได้รับการยกย่องว่า อาณาจักรแห่งผลไม้ของภูมิภาคคิวชูเนื่องจากดินดีผลผลิตทางการเกษตร มีผลไม้อร่อยเด็ดในแต่ละฤดูกาล ช่วงที่ปูเป้ และพี่ต้นไปปลายเดือนพฤศจิกายน 2022 ไปแวะคาเฟ่ผลไม้ที่เก็บสดๆ จากในสวนผลไม้ที่ปลูกแบบปลอดสารพิษมาเสิร์ฟพร้อมไอศกรีม อร่อยถูกใจมากค่ะ และยังมี

  • ส้มไร้เมล็ดรสหวานฉ่ำเฉพาะตัว แม้เปลือกจะหนาหน่อย แต่รสชาติอร่อยประทับใจแบบไม่เคยทานรสนี้ที่ไหนเลย
  • ลูกพลับหวาน กรอบ หอม อร่อย กัดลงไปทุกคำ และแอปเปิ้ลหวานอร่อย
  • สตรอว์เบอร์รีแม้จะยังไม่ตรงฤดูกาล ลูกอาจจะยังไม่ค่อยโตแต่รสหวานฉ่ำ ชอบที่หยิบออกจากแพ็คแล้วทานได้เลย เพราะชาวสวนของที่นี่ปลูกแบบปลอดสารพิษ และยาฆ่าแมลง

แถมมีอาหารท้องถิ่นสุดอร่อย และหน้าตาแปลกๆ เยอะ เช่น ซูชิเนื้อม้า, ซาชิมิเนื้อม้า, ชิคูวะ, Croquettes, รากบัววาซาบิ และราเมนสไตล์ของเมืองคุมะโมะโตะ (Kumamoto)

11 พิกัดเที่ยว Kumamoto (คุมะโมะโตะ) : เมืองแห่งภูเขาไฟ วิวสวยปังอลังการแห่งเกาะคิวชู

1. Daikanbo (จุดชมวิวไดคันโบะ)

จุดชมวิวบนยอดเขาไดคันโบะเป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของภูเขาไฟอะโซะ (Aso) จากมุมของจุดชมวิว เราจะสามารถมองเห็นเบื้องล่างที่เป็นทิวทัศน์ของเมือง Aso ที่รายล้อมไปด้วยดอกหญ้าสีฟาง และมีพื้นหลังเป็นภูเขาไฟอะโซะ (Aso) ที่ตั้งตระหง่านอยู่ จากจุดนี้จะสามารถชมวิวได้ทุกทิศทางจนหนำใจเลยค่ะ

ที่นี่ก็มีร้านค้า ร้านอาหารคอยอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวด้วย พวกเราก็ได้ทดลองชิมของขึ้นชื่ออย่าง “ลูกชิ้นปลาชิกูวะ” และ “รากบัววาซาบิ” ที่แปลว่ารากบัววาซาบิของจริงไม่มีหยอก ทุกช่องของรากบัวอัดแน่นไปด้วยวาซาบิเน้นๆ ขอบอกเลยว่า อื้อหื้ออออออ!!! ลองซื้อมาลองกัดสักหนึ่งคำแล้วคุณจะพบกับคำว่า อื้อหื้ออออออออ!!! กัดคำเดียว หายง่วงเลยค่าา 555

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/tJas7AnfS5z97qNK7

2. คุสะเซ็นริกะฮามะ (Kusasenri Ga Hama)

คุสะเซ็นริกะฮามะ (Kusasenri Ga Hama) เป็นที่ราบทุ่งหญ้ากว้างงงงงงงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองอาโสะ (Aso) ตั้งอยู่สูงจากระดับทะเลถึง 1,140 เมตร เป็นอีกหนึ่งจุดชมทัศนียภาพของภูเขาและทุ่งหญ้าที่สวยงามจับใจมากค่ะ ภาพของผืนฟ้าใสสะอาดตัดกับภูเขาใหญ่สีน้ำตาลตามด้วยทุ่งหญ้ากว้างที่เบื้องล่างให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองภาพวาดจากจิตรกรมือเอก การได้ออกไปเดินชมวิวพร้อมกับสูดอากาศและกลิ่นอายของธรรมชาติที่นี่ช่วยให้หัวใจรู้สึกอิ่มเอมสุด ๆ เลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/moYvYeXMe8r5jwzs9

3. Kumamoto castle (ปราสาทคุมาโมโตะ) 

Kumamoto castle (ปราสาทคุมาโมโตะ) นับว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองคุมาโมโตะเลยค่ะ เป็นปราสาทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 ของปราสาทในญี่ปุ่นที่ต้องมาชมให้ได้สักครั้งในชีวิตรองลงมาจากฮิเมจิ (Himeji Castle) และปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) ปราสาทคุมาโมโตะสร้างขึ้นตั้งแต่ในปีค.ศ. 1607 มีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมาจนเกิดความเสียหายครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2016 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง แต่ปัจจุบันได้ทำการซ่อมแซมฟื้นฟูจนสวยงามและยิ่งใหญ่เหมือนเคยจนสามารถกลับมาเปิดให้เยี่ยมชมได้อีกครั้ง

Kumamoto castle (ปราสาทคุมาโมโตะ) นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบ เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของเมืองที่แน่นตลอดตัวปราสาททั้ง 6 ชั้น มีการแบ่งสัดส่วนการเล่าเรื่องราวเป็นอย่างดี

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Kumamoto castle (ปราสาทคุมาโมโตะ) คือ ที่ชั้น 6 จะมีความพิเศษตรงที่เราสามารถเห็นวิวเมืองรอบนอกตัวปราสาทได้รอบด้านเลยค่ะ

เนื่องจากตัวปราสาทเป็นแลนด์มาร์กยอดฮิต นักท่องเที่ยวหรือคนในท้องที่จะมาเที่ยวกันเยอะมากกก เราแนะนำให้ไปเดินชมปราสาทในช่วงเช้าค่ะ นอกจากคนน้อยแล้วอากาศยังดี เหมาะกับการเดินรับลมชมรอบตัวปราสาทสุด ๆ เลย

4. ย่านตรอกโบราณ Sakurano baba josaien (ซะกุระโนะบะบะโจไซเอง)

ย่านตรอกโบราณ Sakurano Baba Josaien (ซะกุระโนะบะบะโจไซเอง) ตั้งอยู่บริเวณด้านล่างของปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto castle) เป็นย่านการค้าที่จำลองเมืองโบราณของเมืองคุมาโมโตะในอดีต ให้กลิ่นอายของวันวานและสร้างบรรยากาศให้กลมกลืนไปกับปราสาทคุมาโมโตะที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง

บริเวณด้านหน้าใกล้กับปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto castle) จะมีโชว์การแสดงงศิลปะการต่อสู้โบราณของเหล่าบรรดาซามูไร ทั้งฟันดาบ และควงดาบ

ย่านการค้าแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านรวงที่หลากหลายเลยค่ะ ทั้งพวกร้านของที่ระลึกให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านก็ดี ร้านขนมญี่ปุ่นโบราณให้ลองชิมก็ดี หรือจะเป็นจุดพักฝากท้องสักมื้อก็ดีไม่หยอก

อาหารท้องถิ่นที่พวกเราลองทานอยากให้ทุกคนได้ลิ้มรสกันที่นี่ก็ได้แก่ ลูกชิ้นปลาชิกูวะ อาหารคู่บ้านคู่เมืองคุมาโมโตะ, ครอแก็ตร้อนๆ (croquettes) ในวันที่อากาศเย็นๆ, ทาโกะยากิไส้แน่นๆ, ไอศกรีมส้มเพิ่มความสดชื่นนน (บอกเลยว่าห้ามพลาดจริง ๆ ค่ะ เป็นไอศกรีมส้มที่สดชื๊นสดชื่น เปรี้ยวกำลังดี งับหนึ่งคำ พลังงานก็กลับมาเต็มหลอดทันที) และที่พลาดไม่ได้เลยคือ “ซูชิเนื้อม้า” นั่นเอง อย่า ๆ อย่าเพิ่งทำหน้าอี๋น้า ซูชิเนื้อม้าเนี่ยเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในอาหารจานเด็ด Signature ของที่นี่เลย เราลองครั้งแรกแล้วว้าวมาก เป็นรสชาติมัน ๆ ที่ละลายในปาก มีความเค็มติดปลายลิ้น ไร้ความคาว ทานคู่ข้าวปั้นซูชิแล้วอร่อยยกนิ้วเลย ห้ามพลาดเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ !

ข้อมูลเพิ่มเติม
เปิดทำการ : 09:00 – 17:30 น.
โทร : +81 96-322-5060
พิกัด : https://goo.gl/maps/2yT73Gttr669ZBvG7

5. Katō Shrine (ศาลเจ้าคาโต้)

Katō Shrine (ศาลเจ้าคาโต้) ศาลเจ้าเก่าแก่ก่อนถึงปราสาทคุมาโมโตะ เป็นศาลเจ้าที่มีความสงบ ร่มรื่น และเรียบง่าย เราสังเกตว่ามีคนญี่ปุ่นเข้ามาสักการะไม่ขาดสาย อีกทั้งยังมีกลุ่มเด็กนักเรียนเข้ามาทัศนศึกษาอีกแสดงว่าต้องเป็นอีกที่ที่คนในพื้นที่ต่างให้ความเคารพอย่างมากแน่นอน

ใครที่ตามหาเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่เป็นอีกที่ที่ตอบโจทย์สายมูแน่นอน มีทั้งเซียมซีให้ลองเสี่ยง (มีภาษาอังกฤษด้วยนะ!) แผ่นไผ้สำหรับเขียนอธิษฐาน และเครื่องรางมากมายให้เลือกตามเรื่องที่ต้องการขอพรเลย เราก็ซื้อมาเพี๊ยบบบบ คาดหวังเลยว่าปีหน้าชีวิตต้องปังแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/X457p9yMcJu84vCC7

6. Suizenji Jojuen Garden (สวนซุยเซ็นจิ)

สวนซุยเซ็นจิ (Suizenji Jojuen) สวนเก่าแก่สไตล์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงของเมืองคุมาโมโตะ เดินเข้าไปเราจะได้สัมผัสถึงความเขียวขจีที่ใสสะอาดจากหญ้าที่ถูกตัดแต่งอย่างเนียนกริ๊บล้อมเป็นวงกลมรอบบ่อน้ำขนาดใหญ่ตรงกลางที่เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิดอย่างหงส์, นกกระเรียน, และเหล่าปลาคาร์ฟให้เราได้นั่งมองเพลินๆ

จุดเด่นของสวนซุยเซ็นจิ (Suizenji Jojuen) คือ การตัดแต่งหญ้าให้เป็นแบบจำลองย่อส่วนของสถานที่ที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น ภูเขาไฟฟูจิ ศาลาไม้ ทะเลสาบบิวะ และสะพานหิน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับการยืนชมความงามของแลนด์สเคปสวย ๆ สบายตา ยืนฟังเสียงธรรมชาติใสแจ๋ว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีศาลเจ้าให้เราเข้าไปกราบไหว้อีกด้วย ดูขลังไม่ใช่เล่นเลยค่ะ!

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : 400 เยน
โทร : +81-96-383-0074
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/f53VeE8PZa7y7jhv6

7. ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองคุมาโมโตะ (Kamitori, Shimotori, Sun Shin-shigai)

ย่านการค้าใจกลางเมืองคุมาโมโตะที่เป็นการรวมตัวกันของถนนถึง 3 สาย ได้แก่ ถนนคามิโทริ (Kamitori), ถนนชิโมโตริ (Shimotori) และถนนซันชินซึไก (Sun Shin-shigai) ย่านการค้าแห่งนี้เนี่ยเรียกได้ว่าเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดของเมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) เลยค่ะ

จุดสังเกต คือ มีโดมหลังคาตลอดเส้นทางระยะทางรวมยาวประมาณ 2 กิโลเมตร คับคั่งไปด้วยร้านค้าชั้นนำตลอดสองข้างทางไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ ร้านเครื่องสำอาง ร้านกิ๊ฟช็อป ร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม ไปจนถึงร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปาจิงโกะ ผับบาร์ เรียกได้ว่าเป็นย่านที่มีครบทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ

เราได้ไปลองข้าวทะเลหน้าล้นๆ คนเลิฟซุปกิมจิมาร้านนี้ไม่ผิดหวังค่ะ อร่อยเด็ดมากกก!!

และปิดท้ายด้วยร้านโดรายากิร้านโบราณมีไส้เป็นถั่วอยู่ตรงกลางมี 2 ไส้ให้เลือก แป้งนุ่มทานร้อนๆ อร่อยฟินมากก ถั่วกวนหวานน้อย อร่อยแบบไม่ติดฟัน ราคาชิ้นละ 110 เยน

ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่าเข้า : ฟรี
โทร : +81-96-352-3377
พิกัด : https://goo.gl/maps/rhzMM5Bqzn9b2bWU8

8. Kumamoto Christmas market (ตลาดคริสต์มาสคุมาโมโตะ)

ใครไปคุมาโมโตะ (Kumamoto) ช่วงเทศกาลคริสต์มาส!! ต้องห้ามพลาดไฮไลท์อย่างตลาดคริสต์มาสคุมาโมโตะ (Kumamoto) ตลาดคริสต์มาสจัดขึ้นที่ใจกลางเมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) หรือที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า AMU PLAZA KUMAMOTO นั่นเอง ภายในตลาดจะประดับประดาไปด้วยแสงไฟหลากสี ช่อมิสเซิลโทและต้นฮอลลี่ โดยมีเสียงดนตรีเพราะ ๆ ช่วยสร้างบรรยากาศของงานเทศกาล

อีกทั้งยังเต็มไปด้วยซุ้มร้านค้าทรงกระท่อมน่ารักจุ๊บจิ๊บสไตล์ยุโรปมากมาย ทั้งร้านอาหาร ขนมทานเล่น ของตกแต่งบ้านสไตล์คริสต์มาส เครื่องประดับต่าง ๆ ของฝากสิ้นปี และที่ห้ามพลาดเลยคือ เครื่องดื่มร้อน ๆ ในวันอากาศหนาว ๆ อย่าง “ไวน์แดงร้อน” นั่นเองค่ะ เราแนะนำสุดใจขาดดิ้นเลยแหละ ลองไปลิ้มรสชาติของความเป็นไวน์องุ่นร้อน ๆ ละลายแผ่ความหอมไปทั่วปาก ขอบอกเลยว่าได้จิบหนึ่งอึกแล้วจะไม่สามารถหยุดได้เลย และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของตลาดคริสต์มาสของที่นี่คือผู้คนค่ะ

ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนให้อารมณ์ร่วมและอินไปกับงานเทศกาลมากกกกกกกกกกกกจนทำให้เราที่เป็นนักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นไปกับมวลบรรยากาศน่ารัก ๆ ที่ทุกคนสร้างมันขึ้นมาจากใจ ใครที่ไปเดินแล้วเจอกับคุณลุงซานต้า อย่าลืมแชะรูปมาอวดด้วยนะ !

ข้อมูลเพิ่มเติม
เปิดทำการ : วันที่ 25 พย -25 ธค. 2022 (วันธรรมดาเวลา 17:00-22:00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์เวลา 11:00-22:00 น.)
ค่าเข้า : ฟรี
พิกัด : https://goo.gl/maps/EGuP9YyFCyBkhSNf9

9. KICHIJIEN cafe (คาเฟ่สวนผลไม้เพื่อการท่องเที่ยวคิชิจิเอน)

KICHIJIEN cafe (สวนผลไม้เพื่อการท่องเที่ยวคิชิจิเอน) : คิจิเอ็นคาเฟ่ สวนผลไม้เพื่อการท่องเที่ยวคิชิจิเอน เป็นคาเฟ่ผลไม้ที่รวบรวมผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดในแต่ละฤดูกาลเอาไว้ 6 ชนิด ซึ่งผลไม้ของเขาเนี่ยมีแต่สดๆ ทั้งนั้นเลย นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปีโดยในแต่ละช่วงจะมีผลไม้ประจำฤดูที่ต่างกันไปดังนี้ค่ะ (ขอกระซิบว่าราคานี้ทานได้แบบไม่อั้นด้วยเน้อ!)

  • สตรอว์เบอร์รี่ : เดือนธันวาคม ถึง พฤษภาคม (1,400-1,800 เยน)
  • องุ่น : เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน (1,080-1,670 เยน)
  • แอปเปิ้ล : เดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน (800 เยน)
  • สาลี่ : เดือนสิงหาคม ถึง ตุลาคม (800 เยน)
  • พลับ : เดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน (ต้องจอง และมีแต่แบบชั่งน้ำหนัก)
  • ส้ม : เดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายน (500เยน)

นอกจากผลไม้ที่กล่าวไป ทางสวนยังนำผลไม้มาประยุกต์ทำไอศครีมผลไม้หอม ๆ สดชื่นให้เราทานสมชื่อความเป็นคาเฟ่ด้วยค่ะ เราได้ลองทานไอศครีมลูกพลับ (470 เยน) ไอศครีมส้ม (470 เยน) ไอศครีมเกาลัด (880 เยน) บอกจากใจเลยว่า ฟิน ลูกพลับก็กร๊อบกรอบ ส้มเขาก็สดชื๊นสดชื่น เกาลัดก็หวานมันอร่อยลงตัว ว่าแล้วอย่างทานอีกเลยค่ะ T-T

ที่นี่เขาจำหน่ายผลไม้กลับบ้านด้วยแหละ ทั้งส้ม, แอปเปิ้ล, สตรอว์เบอร์รี่ปลอดสารพิษ ซื้อแล้วทานได้เลยไม่ต้องล้างให้เสียเวลาเลยค่ะ

เดินไปอีกนิด ข้าง ๆ ร้านคิจิเอ็นคาเฟ่จะมีพุดดิ้งผลไม้หลากหลายรสชาติอร่อยไม่แพ้กันด้วยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม
เปิดทำการ : 10:30 – 17:00 น.
โทร : +81962732544
พิกัด : https://goo.gl/maps/nrmZsqCY2L472fr3A

10. Kirara 雲母 (ร้านคิราระ)

Kirara 雲母 (ร้านคิราระ) เป็นร้านชาบูที่เรายกให้เป็น The Best ของเราในทริปนี้ ได้คะแนนจากเว็บไซด์ Tabelog ในหมวดชาบูชาบู 3.21/5 เป็นการทานชาบูที่คลีนและเฮลตี้ที่สุดในชีวิตเลยค่ะ เนื้อวัวอร่อยละลายในปาก น้ำซุปชาบูใสแจ๋วที่มีรสชาติเข้มข้นในตัวตัดกับสีสันของผักใบเขียวและชิ้นเนื้อแดง ๆ เด้ง ๆ โอ้โห ฟินระเบิด

ราคาจะตกอยู่ที่ 4,158 เยนต่อคน รวมเครื่องดื่มไม่อั้น ! (เข้าทางเลยค่ะงานนี้ ทั้งเบียร์เอย สาเกเอย น้ำอัดลมเต็มที่ !)

ร้านจะอยู่ในย่านการค้าชิโมโตริ (Shitomori Shopping Arcade) ค่ะ แต่ขอกระซิบว่าที่นี่เราจะสั่งเนื้อได้ครั้งละ 2 จานเท่านั้นเน้อ ป้องกันการทานเหลือนั่นเอง !

ข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : +81 96-355-4326
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Fi2WUFmQxmoSbKPU6

11. Keika Ramen Kurokami

ปูเป้และพี่ต้นเจอราเมนร้านนี้โดยบังเอิญจากเรดาร์หาขออร่อยของพี่ต้นค่ะ พอทานแล้ว โอ๊วๆๆ อร่อยยยยยยยยยยยมาก!! เพิ่งมารู้ว่าเป็นร้านราเมงเก่าแก่โบราณที่เปิดมานานกว่า 67 ปี (ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1955) ขายดีจนโด่งดังจึงมีการขยายสาขาขยายที่โตเกียวเลยค่ะ

จุดเด่นราเมนร้าน Keika Ramen Kurokami คือ ราเมนชามโตผสมผสานน้ำซุปกระดูกไก่ทงคตสึสีขาวและน้ำมันกระเทียม น้ำซุปจะให้ความรู้สึกเหมือนราเมนน้ำนมข้นๆ มีความมันนิดๆ ของน้ำมันกระเทียม รสเข้มข้นแต่มีความกลมกล่อม อร่อยมากก!! น้ำซุปเป็นคนละแบบกับราเมนสไตล์ฮากะตะเลยค่ะ ส่วนเส้นราเมนจะมีความแข็งกลางๆ คนที่ไม่ชอบเส้นราเมนแข็งๆ ก็สามารถเลือกความนุ่มของเส้นได้นะคะ ส่วนหมูชาชูชิ้นโตๆ นุ่มละมุนลิ้นแทบจะละลายในปาก

ข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : +81 96-247-6973
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/4sTHH8YeaR1dtyLw8