นี่คือประสบการณ์การเข้าพักโรงแรมที่สนุก มีสีสัน กระตุ้นจินตนาการ และสร้างความทรงจำพิเศษให้วันพักผ่อนได้โดยแทบจะไม่ต้องออกไปเที่ยวไหน!! ทั้งหมดนี้เกิดจากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เจ้าของโรงแรม บอกกับ “Bill Bensley (บิล เบนสลี่ย์)” ผู้ออกแบบโรงแรมว่า “เค้าให้งบไม่จำกัด!! แต่ต้องออกแบบโรงแรมนี้ให้ ว๊าว!! ที่สุด” ผลลัพทธ์ของจินตนาการที่ไร้ข้อจำกัดนี้จะเป็นยังไง มันจะ “โอ๊วว๊าว” แค่ไหน เรากับยัยหมวยจะพาทุกคนไปสัมผัส ตามมาครับ!!

(บทความนี้ยาวหน่อยนะ แต่เรารับประกันว่าคุ้มค่าในการรับชมแน่นอน ^_^)

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa คือชื่อเต็มของรีสอร์ทแห่งนี้ (ซึ่งยาวชะมัด) เราขอเรียกสั้นๆ ว่า “JW Marriott Phu Quoc” แล้วกันนะ รีสอร์ทนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ “ฟู้โกว๊ก (Phu Quoc)” ประเทศเวียดนาม เกาะนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด มีชื่อด้านการท่องเที่ยว ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรทางทะเลเยอะ จึงไม่แปลกที่โรงแรมและรีสอร์ทระดับโลกจะมาจับจองทำเลสวยๆ กันที่เกาะนี้

ซึ่งทำเลของ JW Marriott Phu Quoc นี่จัดว่าดีงามสุดๆ!! เพราะอยู่บริเวณ Khem Beach หาดเก่าแก่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ ที่เงียบสงบและไม่ค่อยมีคลื่นลมแรงแม้ในฤดูฝน จึงสามารถเที่ยวได้ตลอดปี ต่างจากอีกฝั่งของเกาะที่จะสวยน่าเที่ยวเฉพาะนอกฤดูฝนเท่านั้น!!

รีวิวรีสอร์ทอื่นๆ บนเกาะ “ฟู้โกว๊ก”

 

บินตรงสู่ฟู้โกว๊กสไตล์ Boutique!!

เกาะฟู้โกว๊กได้รับสมญานามว่า “ไข่มุกแห่งเวียดนามตอนใต้” เป็นเกาะที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเดินทางจากประเทศไทยไป “ฟู้โกว๊ก” นั้นสะดวกสุดๆ เพราะตอนนี้ Bangkok Airways เค้าเป็นเสือปืนไว เปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)–เกาะฟู้โกว๊ก เรียบร้อยแล้วจ้า!!

โดยจะบินตรงทุกวัน ด้วยเครื่องบินแบบเอทีอาร์ 72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง

  • เที่ยวบินขาไป PG991  ออกจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 11.30. ถึงเกาะฟู้โกว๊ก เวลา 13.10.
  • เที่ยวบินขากลับ PG992 ออกจากเกาะฟู้โกว๊ก เวลา 13.50. ถึงกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลา 15.35.

ส่วนตัวเราว่าไปเที่ยวเกาะฟู้โกว๊ก 4 วัน 3 คืน กำลังพอดี มีเวลาได้เที่ยวทั้งทะเล เที่ยวบนเกาะ ได้นั่งดริงค์ ได้ปาร์ตี้ พักพอหายเหนื่อยแล้วกลับมาลุยงานหาตังค์เที่ยวรอบใหม่ได้สบาย 5555

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีบินตรงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน (อังคาร, พฤหัสฯ, ศุกร์ และอาทิตย์) แต่จะมีการเพิ่มเที่ยวบินสู่ฟู้โกว๊กทุกวัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป

บินกับ Bangkok Airways คือตัวเลือกที่ฉลาดสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบายและบริการที่เหนือระดับ เพราะเป็นสายการบิน Full Service ที่ให้คุณได้…

  • ฟรี!! เลือกที่นั่งบนเครื่องได้ตามใจ
  • ฟรี!! โหลดน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัม
  • ฟรี!! ใช้บริการ Boutique Lounge ได้ก่อนขึ้นเครื่อง
  • ฟรี!! บริการและเครื่องดื่มอาหารบนเครื่อง

ทริปนี้เราแว่บมาใช้บริการ Blue Ribbon Club Lounge (BRC Lounge) ซึ่งเป็นเลาจน์ใหม่สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจหรือสมาชิกระดับ Premier Member เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากทุกคนครับ

ในส่วนของการบริการบนเที่ยวบิน เราว่า Bangkok Airways ทำได้ไม่แพ้ใคร จุดเด่นคงอยู่ที่พนักงานต้อนรับที่ยิ้มสวย ยิ้มเก่ง มารยาทดี จะเหน็ดเหนื่อยหน้ามันขนาดไหน ก็ยิ้มแย้มบริการตลอดเวลา เรียกคะแนนจากผู้โดยสารได้เยอะครับ ณ จุดจุดนี้

จากกรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) บินมาลงสนามบินเกาะฟู้โกว๊กจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 40 นาที สนามบินที่ฟู้โกว๊กนั้นยังใหม่มากๆ พื้นที่กว้างขวาง เพดานสูง โปร่ง เห็นได้ชัดว่าภาครัฐมองเห็นถึงการเติบโตของเกาะนี้เป็นอย่างดี

คนไทยมาเที่ยวฟู้โกว๊กไม่ต้องขอ VISA นะครับ

 

หลังลงเครื่องและรับกระเป๋าแล้วเราสองคนก็ผ่าน ตม. ออกมาที่ Arrival Hall ด้านนอก (คนไทยมาเวียดนามไม่ต้องขอ VISA นะ) เราพบว่า Counter ขาย Sim Card เค้าไม่เปิด!! 55555 เท่าที่หาข้อมูลก่อนมา บอกว่ามีแบบ 6 GB ราคา 250,000 ดอง เน็ตแรงใช้ได้ ถ้าที่สนามบินไม่มี ให้ไปซื้อระหว่างทางเข้าเมืองได้ครับ มีขาย

สำหรับการเข้าพักที่ JW Marriott Phu Quoc นั้น ทางรีสอร์ทจะส่งรถตู้มารับจากสนามบิน (เดินออกมาให้สังเกตป้ายชื่อโรงแรม) แอบถูกใจที่บนรถตู้มี Wi-Fi ให้ใช้ฟรี ^_^ เราใช้เวลาราว 15-20 นาที ก็ถึงแล้ว ความอลังการตระการตาของ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa ก็เริ่มเผยตัวให้เราเห็นนับจากนี้…

 

รู้จักกับ JW Marriott Phu Quoc และ Lamarck University

อ๊ะๆ อย่าเพิ่งทำหน้างง อยู่ดีๆ ทำไมมีชื่อ Lamarck University เข้ามาเกี่ยวด้วย!? แต่เราได้เกริ่นไปตอนต้นแล้ว ว่าเพื่อให้รีสอร์ทนี้ “ว๊าวและเซอร์ไพรส์” ผู้เข้าพักให้มากที่สุด เจ้าของโรงแรมจึงทุ่มทุนสร้างไม่อั้น และให้อิสระแก่ “Bill Bensley (บิล เบนสลี่ย์)” ศิลปินนักออกแบบชื่อดัง ได้ใช้จินตนาการให้เต็มที่ เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักสุดพิเศษให้กับทุกคนที่มาเยือน

จนใจที่สุด Bill Bensley ก็สามารถเนรมิตพื้นที่กว่า 50 ไร่ ของชายหาดที่สวยงามที่สุดของ “เกาะฟู้โกว๊ก” ให้กลายเป็นรีสอร์ท 5 ดาว ด้วยคอนเซ็ปท์ “อดีตมหาวิทยาลัยแห่งแรกของฟู้โกว๊ก (Lamarck University)” ที่ถูกนำมาปรับปรุงให้เป็นรีสอร์ท กับห้องพักจำนวน 234 ห้อง ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งชนิด “กล้าเล่น” ที่มีทั้งความหรูหรา ความคลาสสิค ได้กลิ่นอายโคโลเนียล แต่กลับแฝงความฉูดฉาดและสีสัน ที่ให้ทำให้เรารู้สึกสนุกและผ่อนคลายไปพร้อมกัน

ภายใต้คอนเซ็ปท์ของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เน้นด้าน “ธรรมชาติศึกษา” layout รีสอร์ทจึงไม่ใช่ตึกสูงหลายๆ ชั้น แต่จะเป็นการกระจายห้องพัก, สปา และส่วนบริการต่างๆ ให้กระจายอยู่ใน 16 อาคาร ที่เป็นตัวแทนของคณะและส่วนงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย อาทิ สัตวศาสตร์, ดาราศาสตร์, พืชศาสตร์, กีฏวิทยา, ห้องสมุดอธิการบดี, เคมี ฯลฯ แต่ละตึกถูกตกแต่งภายในด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานความเป็นเอเชียเข้ากับยุโรปได้อย่างสนุก

ยิ่งสิ่งละอันพันละน้อยที่นำมาใช้ในการตกแต่งโรงแรม ยิ่งน่าสนใจ เพราะทั้งหมดที่เราเห็นล้วนเป็นของจริงร่วมสมัย ที่ผู้ออกแบบตระเวณไปทั่วโลก เพื่อรวบรวมสรรพสิ่งมาใช้ตกแต่งรีสอร์ทแห่งนี้ให้สมจริงที่สุด!! และชื่อมหาวิทยาลัย Lamarck ก็ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Jean Baptise Lamarck นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เผยแพร่แนวคิดด้านวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นคนแรกๆ ของโลกนั่นเอง!!

แขกที่มาพักจึงถูกเรียกว่าเป็น “นักศึกษา” พนักงานโรงแรมจึงทำหน้าที่เป็น “เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย” และผู้บริหารของโรงแรมก็มีบทบาทเป็น “อธิการบดี” ความจริงจังกับ Story Line นี้ ทำให้เราสนุกกับการได้เป็นนักศึกษาใน Lamarck University ไปโดยไม่รู้ตัว!!

 

ส่วนแรกที่เราได้สัมผัส JW Marriott Phu Quoc คือส่วนของ Lobby ซึ่งโดดเด่นด้วยการตกแต่งแบบห้องสมุดแบบเปิดโล่งขนาดใหญ่ เน้นการใช้สีขาว, เทา, น้ำตาล, ดำ วัสดุส่วนใหญ่เป็นหินอ่อน, ปูนและไม้ เราเรียกส่วนนี้ว่า Dean Library ที่มีทั้ง Hall of fame และ Reception ในพื้นที่เดียวกัน

ระหว่างรอเช็คอิน พนักงานจะนำผ้าเย็นและ Welcome Drink มาเสิร์ฟ พร้อมเล่าเรื่องราวของ Lamarck University ให้ฟังไปด้วย คนที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนก็จะคิดว่า เฮ้ย!! นี่เรื่องจริง (แต่เผอิญเรารู้เรื่องราวมาก่อนแล้วไง) เราชอบเวลาเค้าเล่าเรื่องมาก มันดูจริง ดูสนุกออกมาจากแววตาเลย ^_^

 

ห้องพัก Emerald Bay Front

หลังเช็คอินเสร็จพนักงานก็พานั่งรถกอล์ฟมาส่งที่ห้อง (พื้นที่กว้างมากๆ) ซึ่งเป็นตึกสีเหลือง (จำคณะไม่ได้) อยู่ใกล้กับทะเลติด Khem Beach มากที่สุด และเป็นมุมที่เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ดีสุดๆ ห้องพักเราอยู่ที่ชั้น 1 ชื่อห้อง Emerald Bay Front พื้นที่ประมาณ 53-54 ตร.ม. ตกแต่งภายในสไตล์ชิคๆ ด้วยสีสันจัดจ้าน เน้นใช้โทนสีขาว, แดง, ดำ, ทอง, น้ำตาล

ส่วนตัวต้องขอชมเรื่องการ Mix & Match เฟอร์นิเจอร์ที่เค้านำมารวมกันได้อย่างลงตัว บางชิ้นก็วินเทจคลาสสิคอายุเป็นร้อยปี บางชิ้นก็ฉูดฉาดจัดจ้าน แต่เมื่อรวมกันกลับทำให้ห้องดูโดดเด่นและมีเสน่ห์มาก

เครื่องนอน อาทิ หมอน ที่นอน ผ้านวม ล้วนเป็นของคุณภาพดี นอนทีแทบจะดูดวิญญาณ หลับแล้วไม่อยากจะลุกเลยคุณเอ๋ย!!

ห้องนี้ชื่อ Emerald Bay Front มันดีตรงที่มีระเบียงส่วนตัวติดกับทะเลหาด Khem เลย แค่เปิดประตูห้องออกไปก็จะมีโซฟาให้นั่งชมวิวทะเล หรือจะไปนั่งรับลมชิลล์ๆ ที่เตียงอาบแดดก็ได้ เค้ามีร่มคันใหญ่ไว้บังแดดให้

ในห้องจะมี Welcome Set ไว้รอต้อนรับแขกที่มาพัก มีทั้งเค้กช็อคโกแล๊ต, วอลนัท, ดาร์คช็อคโกแล๊ต, ผลไม้,​ ไวน์ นอกจากนี้ยังมี Mini Bar และมีเครื่องชง Nespresso coffee machine ไว้ให้ภายในห้องเลย เหล่านี้ล้วนถูกใจเรากับยัยหมวยซะเหลือเกิน ^_^

อีกหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงความใส่ใจรายละเอียด ก็คือ “ระบบปลั๊กไฟภายในห้อง” ครับ แทนที่เราจะต้องคอยพก Universal Adapter (หัวแปลงปลั๊กไฟ) เวลาเดินทาง แต่ที่ JW Marriott Phu Quoc เค้าเตรียมช่องปลั๊กแบบ Universal เอาไว้รอเลย ทีนี้จะปลั๊กไฟจากไทย, จากญี่ปุ่น, ยุโรป ก็มาเสียบได้หมด แถมยังมี USB Port เอาไว้ให้คุณเสียบชาร์จอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือ, กล้องถ่ายรูป หรือ Power Bank ต่างหากได้อีกด้วย!!

อีกหนึ่งความโดดเด่นที่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ คือ ห้องน้ำที่ใหญ่มั่กๆ และน่าจะถูกใจคู่รักเป็นที่สุด ภายในตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำ-ขาว และกระเบื้องปูพื้นสไตล์โคโลเนียล มีอ่างอาบน้ำใหญ่ให้นอนแช่ มีส่วนฝักบัว มีอ่างล้างหน้า 2 ฝั่งซ้าย-ขวา มีผลิตภัณฑ์อาบน้ำ (แชมพู, ครีมนวด, สบู่เหลว) กลิ่นสปาๆ แล้วยังมีโคมไฟประดับกับพู่แดงๆ สวยสะดุดตาดีมาก

ห้องน้ำที่ JW Marriott Phu Quoc นี่บอกเลยว่าทั้งสวยและขโมยซีนได้ดีจริงๆ!!

ด้วยความที่เป็นรีสอร์ทที่แต่ละตึกล้วนมีดีไซน์ของตัวเอง จึงทำให้มีห้องพักหลาย Room Type ให้เลือกพัก แต่ละ Room Type ก็มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีจุดเด่นของตัวเองโดยเฉพาะ อาทิ

  • Emerald Bay View
  • Deluxe Emerald Bay View
  • Le Jardin
  • Rue De Lamarck
  • Turquoise

รวมถึง Villa สวย 2 แบบและบ้านเดี่ยวสุด private อีก 1 หลัง

  • 1 Bedroom Villa
  • 3 Bedroom Villa
  • Lamarck House

 

รีสอร์ทนี้ เดินเที่ยว 3 วัน 2 คืน ก็อาจยังไม่พอ

พื้นที่กว่า 50 ไร่ ของรีสอร์ท กับหมู่อาคาร 16 หลัง ประกอบด้วยส่วนที่พัก, สปา, ห้องอาหาร, บาร์, สระว่ายน้ำ, ร้านค้า, คาเฟ่ ฯลฯ ลองนึกเล่นๆ ถึงรีสอร์ทที่เราเคยไปพัก จะมีสักกี่ที่กันครับ ที่เราเดินเที่ยว 3 วัน 2 คืน แล้วยังชมได้ไม่ครบทุกโซน จะมีก็ที่ JW Marriott Phu Quoc นี่ล่ะ!! ด้วยคอนเซ็ปท์การออกแบบ ทำให้แต่ละตึก แต่ละพื้นที่ มีสีสันและรายละเอียดที่ต่างกัน การเดินเที่ยวไปในแต่ละตึก ก็เหมือนได้ Explore มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้แบบไม่รู้จบ!!

ตัวรีสอร์ท JW Marriott Phu Quoc นั้นตั้งอยู่ริมหาด Khem ซึ่งได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่นๆ ของเกาะ ตรงที่ไม่มีคลื่นลมแรง แม้ในช่วงฤดูฝนทะเลก็ยังสวย เล่นน้ำสนุก ที่สำคัญทรายที่หาดนี้นั้นขาวละเอียดมาก ซึ่งก็เป็นความฉลาดของทางรีสอร์ท ที่จัดเตียง-กางร่ม ไว้ให้แขกได้นั่งชิลล์ พร้อมกิจกรรมทางน้ำมากมาย อาทิ

  • Stand-up Paddle Boarding
  • Body Surfing
  • Surfing
  • Kayak
  • Diving

โดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและดูแลความปลอดภัยตลอดเวลา

ใกล้ๆ กับชายหาดจะมีสระว่ายน้ำ 3 สระ กระจายไปตามหน้าหาด ได้แก่ Sun Pool, Sand Pool และ Shell Pool เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:30 – 18:30 น. ทุกวัน

ใกล้ๆ กับ Shell Pool จะมีศาลาสวย สีขาว ชื่อ Red Rum เป็นBar & Restaurant ไว้คอยให้บริการอาหารสไตล์ยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึง Grilled Seafood เราสั่งเบอร์เกอร์เนื้อกับ Seafood Pizza มาทาน รสชาติดี วัตถุดิบดี เชฟปรุงได้ถูกใจมาก!! ใครอยากทานอาหารอร่อยๆ ไปพร้อมๆ ชมวิวทะเล แนะนำที่ Red Rum ครับผม

 

เมืองโบราณจำลอง Rue De Lamarck

อยู่บริเวณริมฝั่งซ้ายของรีสอร์ท เป็นถนนสายหลักที่ถูกออกแบบให้เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสเวียดนามในวันวาน หมู่ตึกจำลองสไตล์โคโลเนียลโบราณและโคมไฟห้อยที่พาดระหว่างตึกสองฝั่งยาวไปสุดทางเดิน เรียกว่ายกหมู่บ้านโบราณที่ “ฮอยอัน (Hoi An)” มาตั้งไว้ก็ไม่ผิด

บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลางของการทำกิจกรรมต่างๆ ของรีสอร์ท ประกอบด้วย

  • Spa by JW ในตึกคณะเห็ดศึกษา
  • Fitness ในตึกคณะกีฬา ที่เปิดให้บริการ 24 ชม. 7 วัน เลยทีเดียว!!
  • ร้าน French & Co. ร้านกาแฟและเบเกอรี่สไตล์ฝรั่งเศส (French patisserie)
  • ร้านของที่ระลึก
  • ร้านกาแฟเวียดนาม
  • ฯลฯ

ถ้าชอบถ่ายรูปแล้วละก็ ถนน Rue De Lamarck นี่แหล่ะ คือ ที่ที่คุณจะหามุมถ่ายภาพได้เพลินจนลืมเวลาทีเดียว!! แนะนำให้เตรียมชุดพร่างพราวๆ ไปด้วย หรือจะเอาชุด “อ่าวหญ่าย (Ao dai)” หรือชุดประจำชาติเวียดนามไปใส่แบบยัยหมวยก็ดีนะ

 

 

Spa by JW

มาถึง JW Marriott Phu Quoc จะไม่ลองใช้บริการ Spa by JW ได้อย่างไร!? ร่ำลือกันมานานว่าคอร์สสปาของที่นี่นั้นดีงาม เราเลยจูงมือยัยหมวยไปลองใช้บริการสปาที่ตึก Muchroom Science (คณะเห็ดศึกษา) ซึ่งอยู่บริเวณ Rue De Lamarck ใกล้ๆ กับ Lobby

แค่เปิดประตูเข้ามาก็ได้กลิ่นสปาหอมๆ ของ Essential Oil โชยมาเตะจมูก ยอมรับเลยว่าสปาที่นี่หอมมากๆ หลังจากเลือกคอร์สสปาเสร็จแล้ว ระหว่างรอเราก็เดินสำรวจบรรยากาศ ซึ่งการตกแต่งเน้นใช้สีเหลือง, ขาว, เขียว เราชอบที่เค้าเอากรอบรูปพืชตระกูลเห็นมาใส่กรอบ แล้วติดไว้บนเพดาน เราว่าเค้ากล้าดี 55555

ใครชอบสินค้าสปาก็มีให้เลือกซื้อหลายอย่าง ทั้งสบู่, สครับ, ครีม, ฯลฯ ราคาโดยรวมไม่ได้แพงเกินไป สนใจซื้อหาได้ครับ

รอเวลาไม่นานพนักงานก็มาพาขึ้นชั้น 2 เพื่อไปยังห้องนวด หากมาเป็นคู่เค้าก็จะให้เข้านวดพร้อมกันทั้งคู่เลย พนักงานของสปานั้นพูดภาษาอังกฤษได้ดี บริการดี ทักษะด้านการนวดดี นวดแล้วผ่อนคลาย แต่สำหรับคนชอบนวดหนักๆ อาจจะรู้สึกว่าเค้านวดเบาไปนะ ให้แจ้งกับพนักงานได้เลยว่า Harder Harder!! แรงอีก แรงอีก!! 5555

 

Guest Workshops

สำหรับนักท่องเที่ยวสายกิจกรรม ที่ JW Marriott Phu Quoc เค้าก็เหมือนรู้ใจ จัดเตรียมกิจกรรมหลายอย่างเอาไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางน้ำ (ซึ่งได้กล่าวไปแล้ว), โยคะ, ออกกำลังกาย, ปั่นจักรยาน, เต้นซุมบ้า, จัดดอกไม้, ชงกาแฟ, ฯลฯ รวมไปถึงการทำขนมสไตล์ฝรั่งเศส (French patisserie) ที่คาเฟ่ French & Co. ด้วย กิจกรรมส่วนใหญ่เปิดให้ร่วมคอร์สได้ฟรีครับ

แต่ด้วยเวลาที่จำกัดเราเลยเลือกทำกิจกรรมที่แสนจะเข้ากับการพักผ่อนในเวียดนาม นั่นก็คือ… “การทำโคมไฟเวียดนาม” นั่นเอง สำหรับคนที่จะเข้าคอร์สนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเล็กน้อย เป็นค่าอุปกรณ์ครับ ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วเราก็นำโคมของเรากลับบ้านได้เลย

เราแนะนำว่าให้มาเรียนทำโคมของตัวเองก่อน เสร็จแล้วก็เอาโคมอันนี้เป็นพร๊อพติดตัวไว้ถ่ายรูปภายในรีสอร์ทนั่นแหล่ะ แหม… มันเข้ากันดีชะมัด

 

Rue De Lamarck Night Market

ในทุกเย็นวันศุกร์ ถนน Rue De Lamarck จะถูกแปลงให้เป็น “Rue De Lamarck Night Market” ถนนคนเดินที่ทางรีสอร์ทเปิดให้ร้านค้าด้านนอกเข้ามาออกร้าน ทั้งของกิน สินค้า ของที่ระลึก หลากหลาย สร้างสีสันและความครึกครื้นให้ค่ำคืนวันศุกร์ใน JW Marriott Phu Quoc เป็นอย่างดี

 

เมื่อเดินเที่ยวกันมาจนสุดถนนด้านใน โซนติดกับชายหาด เราจะ Seafood Kitchen ที่เค้ายกร้าน Red Rum มาตั้งไว้ริมหาด ให้คุณได้เลือกทานอาหาร Seafood สดๆ จากทะเล อาทิ หอยเม่น, กุ้งมังกร, กั้ง,  ปลาทะเล, ปูดาว ฯลฯ เอามาย่าง เอามาเผา เสิร์ฟร้อนๆ ทานคู่เครื่องดื่มเย็นๆ ฟินมาก!!!

ระหว่างมื้ออาหารก็มี Live Band อิมพอร์ตจากต่างประเทศมาขับกล่อมให้ฟังชิลล์ๆ รวมถึงมีการแสดงรำพัดสไตล์เวียดนามให้ชมด้วยนะ!!

จบมื้ออาหารไปแล้ว แต่สำหรับหลายคนค่ำคืนอาจยังไม่จบ เราแนะนำให้ไปนั่งแฮงค์เอาท์กันที่ Department of Chemistry Bar (บาร์เหล้าของคณะเคมี) กันได้ครับ มันตลกดีนะที่เรื่องสุราดันไปได้ดีกับส่วนผสมทางเคมี 55555 แต่บอกเลยว่าการได้นั่งชิลล์บน Sofa Bed ชมวิว Khem Bay ยามค่ำคืน มันพิเศษจริงๆ

 

อาหารเช้าดีไหม!?

นี่แหล่ะคำถามที่ใครๆ ก็อยากรู้ เพราะนี่คือมื้อที่แขกทุกคนให้ความสนใจ (โดยเฉพาะคนไทย) โดยปกติแล้วมื้อเช้าจะทานฟรี (เพราะราคาถูกรวมไว้พร้อมค่าห้องแล้ว) ซึ่งอาหารเช้าของที่ JW Marriott Phu Quoc จะจัดเต็มแค่ไหน มาดูกันครับ!!

อาหารเช้าของโรงแรมจัดเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Tempus Fugit ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นห้องอาหารที่แอร์เย็นฉ่ำ เน้นความโปร่ง ใช้กระจกบานใหญ่ มองเห็นวิวสวยของอ่าว Khem การตกแต่งเน้นใช้สีขาว, เขียวขี้มา, เหลือง, น้ำเงิน, ทองและดำ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแต่หนักแน่นในเวลาเดียวกัน

เมื่อพูดถึงความหลากหลายอาหารบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าที่นี่นั้น ต้องบอกว่า… นี่เป็นไลน์อาหารเช้าที่เยอะ ยาววววววววว…ววว และอลังการ ที่สุดที่เกิดมาเพิ่งเคยเจอ!! เรียกได้ว่า 90% ของความยาวร้าน คือ ความยาวของไลน์อาหารเช่นกัน!!

คำว่า “นานาชาติ” คือคำเรียกที่เหมาะสมแล้วสำหรับอาหารที่นี่ เพราะครบครันตั้งแต่ อาหารเกาหลี, อาหารญี่ปุ่น, อาหารจีน, อาหารเวียดนาม, อาหารอินเดีย, อาหารตะวันตก รวมไปถึง Bakery และขนมอบสไตล์ฝรั่งเศส (French patisserie) ก็มีให้เลือกแบบไม่หวงของกันทีเดียว

จบจากของคาวแล้ว หากอยากทานผลไม้ เค้าก็มีผลไม้สดให้เลือกทานเยอะมาก!!! จะทานแบบสดๆ หรือจะคั้นแยกกากเป็นน้ำผลไม้ก็ได้ ทานกันให้เต็มที่ ตามสบาย!!

ปิดท้ายด้วยกาแฟ ที่มีให้เลือกทั้งกาแฟสดที่ชงผ่านเครื่อง Espresso ด้วยเมล็ดกาแฟคุณภาพดี หอม นุ่ม เข้ม แล้วยังมีกาแฟเวียดนามแท้ๆ ที่ชงเสิร์ฟทีละแก้ว กลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้าน ให้เลือกดื่มอีกด้วยครับ

ถามว่าเราสองคนมีโอกาสได้ชิมหมดทุกเมนูไหม… บอกเลยว่าไม่หมด!! นี่ขนาดว่าเราพักกัน 2 คืน มีโอกาสได้ทานมื้อเช้า 2 วัน แต่ก็ยังทานได้ไม่ครบเลยครับคุณเอ๋ย!!

 

Fine Dinning @ The Pink Pearl

ที่สุดของดีไซน์ ที่ผสมทั้งความชิค ความหรูหราอลังการ ไว้ในที่เดียว ต้องที่ห้องอาหาร The Pink Pearl นี่ละครับ ตัวร้านออกแบบเป็นคฤหาสน์หรู 2 ชั้นริมชายหาด ภายในตกแต่งด้วยคอนเซ็ปท์ “นกเดินดิน” รวมนกทุกชนิดที่ไม่เน้นบิน อาทิ นกเค้าแมว, นกฟลามิงโก้, เพนกวิน, นกยูง

โทนสีในการตกแต่งเน้นใช้สีชมพูอมส้ม, สีขาว, สีปีกแมงทับ และสีน้ำตาลในการตกแต่ง ส่วนเฟอร์นิเจอร์และสิ่งละอันพันละน้อยที่อยู่ในร้านนั้น บอกเลยว่าที่สุดของการคัดสรร!! มันอธิบายยากมาก ลองดูภาพประกอบไปด้วยนะ

ปกติร้าน The Pink Pearl จะเปิดให้บริการช่วงเย็นๆ แต่เพื่อให้ได้ภาพครบทุกมุมและไม่รบกวนแขกที่มาทานอาหาร เราเลยขอเข้าไปถ่ายตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ เลย

 

 

ที่ชั้นใต้ดินของ The Pink Pearl จะเป็นห้องเก็บไวน์ รวมถึงมี Privae Lounge ไว้ต้อนรับนักชิมไวน์โดยเฉพาะ ถ้าคุณเป็นคนชอบไวน์ เราว่าที่นี่แหล่ะสวรรค์ของคุณ

การมาทานอาหารที่ The Pink Pearl ต้องจองที่นั่งล่วงหน้าและควรแต่งชุดสุภาพเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของร้านครับ อาหารที่เสิร์ฟเป็นสไตล์ Fine-Dinning แบบฝรั่งเศส เราสามารถเลือกทานได้ทั้งแบบคอร์สและ A la Carte ซึ่งทางร้านจะเสิร์ฟ Appetizer เรียกน้ำย่อยก่อน

การทานอาหารสไตล์ Fine-Dinning นั้นจะมีพิธีรีตรองมากกว่ามื้ออาหารทั่วไป เช่น จะมีพนักงานอธิบายรายละเอียดของแต่ละจานที่เสิร์ฟ รวมถึงมีการเสิร์ฟของว่างบางอย่าง เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารและประสาทสัมผัสให้พร้อมรับรสอาหารได้เต็มที่

เรากับยัยหมวยสั่งอาหารมาทาน 2 คอร์ส ได้แก่

1. The Pink Pearl Set  ราคา 1,550,000 ดอง/คน ประมาณ 2,232 บาท (1 ดอง = 0.00144 บาท) : เซ็ทนี้เน้นความสวยงามดุจดอกไม้ เน้นความละเอียดอ่อน สง่างาม นำเอาส่วนผสมมที่ดีที่สุดของฤดูกาลมาอยู่ในจานนี้ ใน 1 คอร์สมีอาหารให้รวม 3 จาน

  • Warm Hokkaido Scallop : หอยเชลล์ตัวโตเนื้อนุ่มๆ ปรุงรสกับหัวผักกาดแดง โยเกิรต์และแอ๊ปเปิ้ลเขียว
  • Sustainable Chilian Seabass : ปลาหิมะมาคลุกเคล้ากับถั่วเมล็ดเขียว ดอกกะหล่ำ ราดด้วยน้ำซุปหอยและพริกไทย
  • Mango PhuQuoc Honey : ของหวานที่ใช้ White Chocolate มาทำเป็นซุ้มครอบทาร์ตมะม่วง

2. The Hedonist Set ราคา 2,100,000 ดอง/คน ประมาณ 3,024 บาท (1 ดอง = 0.00144 บาท) : เซ็ทนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Madame Pearl’s ผู้ค้นคิดในปี 1920 ต่อมา Chef Amine ได้นำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงที่ทันสมัย ได้รสชาติที่อร่อยเฉพาะตัว คอร์สนี้ว่ากันว่าเป็นเมนูโปรดของคณบดี (Lamarck Dean’s favourite) เลยนะ ใน 1 คอร์สมีอาหารรวม 5 จาน

  • Heirloom Carrot : แครอทสไลด์บางปรุงด้วยซอสเปรี้ยว ทานแล้วสดชื่น เรียกน้ำย่อย
  • Foie Gras Des Landes Terrine “Medoc” : ตับห่านเสิร์ฟพร้อมเชอร์รี่และขนมปัง เวลาทานให้ทา Foie Gras เข้ากับขนมปัง อร่อยเข้ากันดีมาก
  • Snakehead Fish Matelote : สตูว์เนื้อปลาช่อนในไวน์แดง เนื้อนุ่มเด้ง หอมอร่อยมาก
  • Charolais Beef Pithivier : พายเนื้อวัวชาร์โรเล่ส์สไตล์ฝรั่งเศส เสิร์ฟคู่ร็อคเก็ตสลัดราดซอสไวท์ทรัฟเฟิ่ล
  • Opera Pearl : ไอศครีมรสกาแฟเข้มข้นครอบด้วยโดมทรงกลมทำจากช็อคโกแล๊ต

 

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยว

ตลอด 3 วัน 2 คืน ประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสจาก JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa รีสอร์ทระดับ 5 ดาว ที่ซ่อนเบื้องหลัง Lamarck University นั้น เป็นประสบการณ์พิเศษที่เรายังไม่เคยสัมผัสได้จากรีสอร์ทไหน สามารถสร้างเซอร์ไพรซ์และเรียกความว๊าวจากเราได้ตามจุดประสงค์ของการออกแบบจริงๆ ถ้าถามว่าควรมีเวลาสักเท่าไหร่ ที่จะเจาะลึกเรื่องราวของรีสอร์ทแห่งนี้ได้หมด เราว่าคงต้องอยู่กันเป็นสัปดาห์แน่นอน 55555

รีสอร์ทนี้เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่ใจยังกระตือรือล้นต่อการค้นพบใหม่ๆ แต่ไม่เหมาะกับคนพิการนะครับ เพราะในเว็บของโรงแรมได้ระบุเอาไว้ชัดเจน ว่าการเข้าพักไม่สะดวกต่อผู้พิการที่นั่งรถเข็น

คะแนนรีวิวจากหนีงานไปเที่ยวเป็นดังนี้

  • ทำเลที่ตั้งและการออกแบบ 5/5
  • การบริการและความใส่ใจ 5/5
  • ห้องพัก, ที่นอน และสิ่งอำนวยความสะดวก 5/5
  • รสชาติอาหารและความหลากหลาย 5/5
  • ประสบการณ์ที่ได้รับในการเข้าพัก 5/5

คะแนนรีวิวรวม 5/5

  • สำหรับคนทำงานที่มีรายได้ระดับกลาง : ถ้านี่คือสักครั้งเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เปิดโลกใหม่ มุมมองใหม่ให้คุณได้สัมผัสที่สุดของรีสอร์ทระดับโลก เราอยากแนะนำให้คุณไป ตอนนี้สายการบิน Bangkok Airways ทำโปรโมชั่นร่วมกับทาง JW Marriott Phu Quoc เรียบร้อยแล้ว เช็คราคาโปรฯ ได้ด้านล่างนี้
  • สำหรับเจ้าของกิจการและผู้มีรายได้ระดับสูง : นี่ไม่ใช่ JW Marriott แบบที่คุณเคยรู้จัก แต่นี่คือรีสอร์ทที่พร้อมจะมอบประสบการณ์วันพักผ่อนที่แตกต่างให้กับคุณ You get what you pay for เป็นดังนี้จริงๆ ทุกคำครับผม

 

ราคานี้รวม

  • ตั๋วชั้นประหยัด กรุงเทพฯฟู้โกว๊กกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Bangkok Airways (รวมภาษีสนามบินและภาษีน้ำมันแล้ว)
  • ที่พักในราคาห้องพักคู่ รวมอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่ Tempus Fugit พร้อมบริการรับส่งสนามบินโรงแรมสนามบิน
  • ประกันการดินทางอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท

ราคานี้ไม่รวม

  • ค่าน้ำหนักกระเป๋าที่เกินกว่าที่สายการบินกำหนด (20 กิโลกรัม)
  • ค่าเช้าชมสถานที่ต่างๆ
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนอกเหนือจากรายการ อาทิ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ค่าซักรีด เป็นต้น
  • ค่าวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติและค่าหนังสือเดินทาง
  • ภาษีท่องเที่ยว (หากมีการเรียกเก็บ)
  • ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ค่าทิป

สนใจติดต่อได้ที่

E-mail : info@bangkoktravelclub.co.th
LINE : bangkoktravelclub
โทร : 02-2655700
เว็บไซต์ : www.bangkoktravelclub.co.th