ทุกคนนนน!! ในที่สุดเราสองคนก็ได้มา “ปักกิ่ง (Beijing)” เมืองหลวงของจีนแล้วววว! เมืองในฝันที่อยู่ใน Bucket List มานานแสนนาน! บอกเลยว่าตื่นเต้นสุดๆ แล้ว “ปักกิ่ง (Beijing)” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นี่คือ “มหานครสองกาลเวลา” ที่เราจะได้สัมผัสทั้งความยิ่งใหญ่อลังการของอดีตและความทันสมัยเทคโนโลยีในปัจจุบันไว้ในที่เดียวได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ พระราชวังโบราณที่งดงามและสมบูรณ์ ถนนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต สตรีทฟู้ด ร้านอาหารอร่อยที่ต้องลองสักครั้ง คาเฟ่เก๋ๆ มุมถ่ายรูปชิคๆ เทคโนโลยีล้ำๆ และแหล่งชอปปิงที่มีให้เลือกเพียบ

ทุกย่างก้าวใน “ปักกิ่ง (Beijing)” เหมือนเดินข้ามกาลเวลาจากความอลังการของพระราชวังต้องห้ามโบราณ กำแพงเมืองจีนไปจนถึงตึกสูงระฟ้าและความเจริญทันสมัยเต็มไปหมด เมืองนี้มีเสน่ห์ที่ทำให้หลงรักจริงๆ สายถ่ายรูปต้องฟินกับมุมถ่ายรูปสวยๆ สายเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจกับสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย สายประวัติศาสตร์จะตื่นเต้นกับเรื่องราวในอดีตที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง สายกินจะต้องปลื้มกับอาหารจีนที่อร่อยโฮก และสายคนที่ชอบความทันสมัยก็ต้องไม่พลาดกับคาเฟ่สุดชิค และแหล่งชอปปิง

ปักกิ่ง (Beijing)” มีเสน่ห์มากๆ ทริปนี้เราจะพาไปสัมผัส “ปักกิ่ง (Beijing)” แบบ 6 วัน 5 คืน เมืองที่ต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต มาเถอะครับ แล้วคุณจะหลงรัก “ปักกิ่ง (Beijing)” เหมือนเราสองคน!

รวมรีวิวเที่ยวจีน (อัพเดทปี 2024)

กิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่น่าสนใจในปักกิ่ง (Beijing)

  • บัตรเข้าสวนสนุกยูนิเวอร์แซลปักกิ่ง (Universal Studios Beijing) คลิกที่นี่
  • บัตรเข้าชมพระราชวังต้องห้าม และสวนจิงซานพร้อมไกด์ จาก Klook คลิกที่นี่
  • บัตรเข้าชมพระราชวังฤดูร้อน (อี้เหอหยวน) คลิกที่นี่
  • บัตรเข้าชมวัดลามะ (Lama Temple) คลิกที่นี่
  • บัตรเข้ากำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) พร้อมรถรับส่ง เคเบิ้ลคาร์ และ Shuttle Bus คลิกที่นี่
  • บัตรเข้ากำแพงเมืองจีนด่านป้าด่าหลิง (Badaling) พร้อมเคเบิ้ลคาร์ คลิกที่นี่
  • ทัวร์กำแพงเมืองจีนด่านซื่อหม่าไถ (Simatai) และเมืองน้ำโบราณกู๋เป่ย (Gubei) คลิกที่นี่
  • บัตรเข้าชมเมืองน้ำกูเป่ย (Gubei Water Town) คลิกที่นี่
  • ทัวร์จัตุรัสเทียนอันเหมิน, พระราชวังต้องห้าม และสวนโอลิมปิก คลิกที่นี่
  • ทัวร์พระราชวังต้องห้าม, พระราชวังฤดูร้อน และหอสักการะฟ้า คลิกที่นี่
  • บริการรถรับส่งส่วนตัวระหว่างสนามบินปักกิ่ง และเมืองปักกิ่ง คลิกที่นี่
  • บริการรถเช่าส่วนตัวพร้อมพนักงานขับรถในตัวเมืองปักกิ่ง คลิกที่นี่

ทำความรู้จัก “ปักกิ่ง (北京: Beijing) ” กันสักนิด

ปักกิ่ง (Beijing)” เมืองหลวงของจีน หรือคนท้องถิ่นเรียกว่า “เป่ย์จิง” ตั้งอยู่ในมณฑลเหอเป่ย (Hebei Province) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางทางการเมืองและสังคมสำคัญของประเทศจีน แต่ยังเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง มีประชากรกว่า 21.7 ล้านคน เรียกได้ว่าใหญ่เป็นอันดับสองของจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ (Shanghai)

ปักกิ่ง (Beijing)” มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเคยเป็นราชธานีกว่า 800 ปี ผ่านราชวงศ์สำคัญถึง 5 ราชวงศ์ ได้แก่ เหลียว จิน หยวน หมิง และชิง ทำให้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโบราณสถานที่อลังการและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง มีแหล่งมรดกโลกชื่อดังทางวัฒนธรรมมากที่สุดถึง 7 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) ที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก , พระราชวังต้องห้าม (Palace Museum), หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven), พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace), สุสาน 13 จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง (Ming Tombs), แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่พบมนุษย์ปักกิ่ง (Zhoukoudian Site) และคลองขุดปักกิ่ง-หังโจว (Beijing-Hangzhou Grand Canal)

แต่นอกจากประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่าแล้ว “ปักกิ่ง (Beijing)” ยังผสมผสานความโมเดิร์นที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว มีบรรยากาศที่มีความหลากหลาย ทั้งมุมถ่ายรูปสวย คาเฟ่เก๋ๆ สวนสนุกที่ทันสมัย มีแหล่งชอปปิง ตึกดีไซน์แปลกตา แหล่งศิลปะสุดชิค ย่านการค้า และเทคโนโลยี

การเดินทางใน “ปักกิ่ง (Beijing)” สะดวกสบายมาก ระบบการคมนาคมสาธารณะทันสมัย เมืองสะอาด ปลอดภัย มีตำรวจอยู่ตามจุดต่างๆ และกล้องวงจรปิดทั่วถึง ทำให้การเที่ยวเองในเป็นเรื่องง่ายและสนุก เราสองคนชอบ “ปักกิ่ง (Beijing)” มากๆ ด้วยความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ไม่ได้พยายามเลียนแบบยุโรปหรือกลายเป็นเมืองโมเดิร์นแบบเต็มตัว แต่กลับรวมเอาความคลาสสิคและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ความคลาสสิก ความฮิป ความอาร์ต ความทันสมัย ทุกมุมของ “ปักกิ่ง (Beijing)” ล้วนมีเรื่องราว มีชีวิตชีวา และมีความหลากหลายที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ

ตอนนี้จีนฟรีวีซ่า จองตั๋วแล้วพกพาสปอร์ตก็ไปเที่ยวจีนได้เลย ใครที่เคยแพลนว่าอยากไปเมืองนั้น อยากเที่ยวเมืองนี้ ทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉางซา ซีอาน ซัวเถา ฉงชิ่ง เฉิงตู ฯลฯ ต่อจากนี้ แค่คุณจองตั๋ว จองที่พัก เตรียมเงิน แล้วพกพาสปอร์ต ก็ไปเที่ยวจีนได้แล้ว!!

บินตรงสู่ “ปักกิ่ง(Beijing)” กับแอร์เอเชีย (AirAsia)

จะเที่ยวจีนยังไงให้ไม่แพงแต่ได้ความตื่นตาตื่นใจไปเต็มๆ ไม่ว่าจะไปเมืองโมเดิร์นสุดล้ำ เมืองมรดกโลกสุดอลังการ หรือเมืองธรรมชาติสุดว้าว แค่เลือก “แอร์เอเชีย (AirAsia)” แล้วไปได้เลย บินใกล้หรือไกลก็สบายกระเป๋า และที่สำคัญ ไฟล์ทเวลาเดินทางก็ดี๊ดี สะดวก ประหยัด และได้ประสบการณ์ดีๆ กลับมาอีกเพียบ เที่ยวจีนกับ “แอร์เอเชีย (AirAsia)” คุ้มทุกบาททุกสตางค์!

ทริปนี้เราสองคนเดินทางไปมหานคร “ปักกิ่ง (Beijing)” กับสายการบิน “แอร์เอเชีย (AirAsia)” ตัวจริงเรื่องบินจีน เพราะมีบินตรงสู่จีนมากที่สุดถึง 12 ปลายทาง! ไม่ว่าจะเป็นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซีอาน กว่างโจว เซินเจิ้น เฉิงตู ฉางซา คุนหมิง ฉงชิ่ง หางโจว อู่ฮั่น หรือซัวเถา! และยังเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก 15 ปีซ้อน ตารางบินดี เซฟเวลาเที่ยวได้มาก ที่สำคัญคือ “ตรงเวลา” ดีสุดๆ ไม่เสียแผนที่วางไว้ ราคาจับต้องได้ อยากเที่ยวจีนให้คุ้ม ต้องเลือกบินตรงไปกับแอร์เอเชียครับ!

“แอร์เอเชีย (AirAsia)” เปิดให้บริการบินตรงทุกวันจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง : DMK) สู่ ปักกิ่ง (ต้าชิ่ง : PKX) วันละ 1 เที่ยวบิน ใช้เวลาบินประมาณ 4.50 ชั่วโมง เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2024 เป็นต้นไป

ตารางบินตรงจาก กรุงเทพฯ (ดอนเมือง : DMK) – ปักกิ่ง (ต้าชิ่ง : PKX)
– ขาไป  FD 600 : 22:55 (DMK)  – 04:40 (PKX)
– ขากลับ FD 601 : 05:50 (PKX) – 09:45 (DMK)

ไฟล์ทบินตรงจาก กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ปักกิ่ง (ต้าชิ่ง) สะดวกสุดๆ ออกดึกถึงเช้า ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางทั้งวัน วันทำงานก็ไม่เสีย เที่ยว “ปักกิ่ง (Beijing)” ก็ได้เต็มที่ จองตั๋วกับแอร์เอเชียแล้วไปสัมผัสเสน่ห์ของ “ปักกิ่ง (Beijing)” กันครับ

คำแนะนำสำหรับคนที่จะเดินทางกับ “แอร์เอเชีย (AirAsia)”

“แอร์เอเชีย (AirAsia)” เปิดบินตรงจากกรุงเทพฯ ดอนเมือง (DMK) สู่ปักกิ่ง (ต้าชิ่ง : PKX) ลงที่สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิง (Beijing Daxing International Airport)

✈ ขาไป FD 600 : 22:55 (DMK)  – 04:40 (PKX) : จาก ดอนเมือง (DMK) สู่ปักกิ่งต้าชิ่ง (PKX) บอกเลยว่าไฟล์ทนี้สะดวกสุดๆ สำหรับคนทำงานอย่างเรา! ขึ้นเครื่องก่อนห้าทุ่ม ไปถึงปักกิ่งต้าซิงตอนรุ่งสาง คิดดีๆ มันก็เข้าท่านะ เพราะเราสามารถเคลียร์งานได้จนเย็นโดยไม่ต้องลางาน พอไปถึง “ปักกิ่ง (Beijing)” ตอน 04:40 น. ถือว่ากำลังดี เพราะกว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า ออกมาก็พอดีกับรถไฟฟ้าใต้ดินรอบแรกเปิดให้บริการตอน 06:00 น. นั่งเข้าเมืองได้สบายๆ

✈ ขากลับ FD 601 : 05:50 (PKX)  – 09:45 (DMK) : สำหรับเวลาบินขากลับ จัดว่าเช้ามาก!! ถ้าเครื่องออก 05:50 น. เราควรไปถึงสนามบินราวๆ 03:30 น. อุปสรรคคือรถไฟฟ้าใต้ดินยังไม่เปิดให้บริการ เราแนะนำ 2 ออพชั่น ดังนี้

  1. คืนสุดท้ายให้เลือกพักโรงแรมใกล้สนามบิน อย่าง Ibis Beijing capital airport เพราะเค้าจะมีบริการ Shuttle Bus รับ-ส่ง สนามบินในตอนเช้า
  2. หากไม่อยากเสียเวลามาพักใกล้สนามบิน แนะนำให้ใช้บริการแอป DiDi (แอปเรียกรถ) หรือใช้บริการ Taxi Meter ก็ได้ ค่าแท๊กซี่ไม่ถือว่าแรงมาก ถ้าหารกันหลายๆ คน ยิ่งประหยัด เป็นออพชั่นที่สะดวกมากครับ

เวลาจองตั๋วบินกับ “แอร์เอเชีย (AirAsia)” แนะนำให้เลือก “Premium Flex” บอกเลยว่าคุ้มค่า ประหยัด สะดวกสบาย แพ็คสุดคุ้มที่รวมทุกอย่างไว้ในราคาที่ถูกกว่าซื้อแยกอีก! ยิ่งทำให้การเดินทางของคุณเป็นประสบการณ์ที่ดีและสนุกยิ่งขึ้น! มาดูกันว่าคุณจะได้อะไรบ้าง

  • ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไฟล์ทได้ฟรี ถ้ามีเหตุฉุกเฉิน เปลี่ยนใจนิดหน่อย ไม่ต้องกังวล
  • บอร์ดดิ้งขึ้นเครื่องได้ก่อน ไม่ต้องรอต่อแถวให้เหนื่อย
  • โหลดกระเป๋าได้ถึง 20 กก. สบายๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเกิน จะพกพร็อบ หริอของไปเยอะก็ไม่หวั่น
  • เลือกที่นั่งติดกันได้ตามใจแบบไม่ต้องลุ้น จะนั่งริมทางเดินหรือริมหน้าต่างก็เลือกได้เลย
  • มีอาหารอร่อยเสิร์ฟร้อนๆ ระหว่างบิน พร้อมครื่องดื่ม 1 ขวด เราชอบ “ลาซานญ่าไก่” รสชาติดีมาก อร่อยเว่อร์! สำหรับเครื่องดื่มนี่จัดตลอด คือ “ชานมไข่มุกบุก” หรือ “ชาไทยไข่มุกบุก” ก็ได้ เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งและมุกบุกกรุบๆ รสนัวๆ ไม่หวานไป อร่อยชื่นใจสุดๆ
  • สะสมคะแนน AirAsia Points x12
  • Xpress Baggage รับกระเป๋าได้ก่อนที่สนามบินปลายทาง

จองเลยที่ : www.airasia.com และแอป AirAsia MOVE

20 ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวจีน และปักกิ่ง

เที่ยวจีน NO VISA คนไทยเที่ยวจีนไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป เเต่ละครั้งเที่ยวได้ไม่เกิน 30 วัน และระยะเวลารวมไม่เกิน 90 วัน ภายในช่วงเวลา 180 วัน จะเที่ยวจีนให้สนุก แนะนำให้โหลด 9 แอปฯ ไว้ก่อนบินไปจีนนะครับ

  1. เทคนิคการใช้แผนที่ Baidu Map : ฉบับคนเขียน-อ่านจีนไม่เป็น ทำดังนี้
    • ให้ค้นหาชื่อสถานที่ที่ต้องการไปเป็นภาษาจีน ถ้าไม่รู้จะทำยังไง ให้นำชื่อสถานที่นั้น (เป็นภาษาอังกฤษ) ไปค้นหาชื่อภาษาจีนใน Google Map จากนั้นก็นำชื่อเป็นภาษาจีนไปวางในช่องค้นหาของ Baidu Map ระบบก็จะแสดงวิธีการเดินทางให้โดยละเอียดครับ (ละเอียดกว่า Google Map อีกนะ)
    • หากสงสัยว่าหน้าจอคำสั่งของ Baidu Map ใช้งานยังไง ให้ทำการ Capture หน้าจอของ Baidu Map แล้วนำไปเปิดในแอปฯ Google Translate หรือจะใช้คำสั่ง Translate ของ Samsung Galaxy S24 Ultra ก็ได้
    • ควรจดชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนกำกับไว้ด้วย รวมถึงควรหาข้อมูลเรื่องการเดินทาง การต่อรถเอาไว้ล่วงหน้า เตรียมตัวไว้สักนิด ชีวิตจะเที่ยวสนุกจ้า
  2. แอปฯ รถไฟใต้ดินจีน : แนะนำแอปฯ ชื่อว่า Metro China Subway ให้เลือกเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” เมนูเป็นภาษาอังกฤษ ใช้งานง่าย ไม่งง
  3. รถไฟฟ้าใต้ดินในปักกิ่ง : หลายสถานีเราไม่ค่อยเห็นลิฟท์เหมือนที่เซี่ยงไฮ้ บันไดเลื่อนมีน้อย การเปลี่ยนสายรถไฟใต้ดินต้องเดินเยอะมาก แนะนำใช้กระเป๋าเดินทางใบกลาง แบกของไม่พะรุงพะรังมากจะได้ยกขึ้น-ลงสะดวกๆๆ แต่ถ้าไม่อยากยกกระเป๋า นั่ง Didi สะดวกกว่า แท็กซี่ที่จีนราคาไม่แพง นั่งสบายๆ เลย
  4. เรื่องแลกเงินเรื่องใหญ่ : มาเที่ยวจีนแนะนำให้โหลดแอป Alipay ซึ่งคนจีนเรียกว่า “จือฟูเป่า” เป็น QR Code สีฟ้า แค่ผูกกับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตจากไทย แล้วถึงจีนก็ใช้สแกน QR Code จ่ายเงินได้เลย ง่าย สะดวกสุดๆๆ และปลอดภัย เพราะต้องกรอกเลข 6 ตัวท้ายทุกครั้งที่จ่ายเงิน (ถ้าจ่ายเกิน 200 หยวน จะโดนชาร์จ 3%) แต่ยังไง “เงินสด” ก็ยังต้องพกมาด้วย บางครั้งโอนเงินผ่าน Alipay ไม่ได้ หรือบางที่รับแต่ WeChat ก็มีนะ
  5. พิกัดถ่ายรูป พส.จีน : 小红 (XiaoHongShu) เป็น Instagram เวอร์ชันภาษาจีน เป็น App ทีได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของ Influencer จีนเลยครับ
  6. ตัวช่วยในการแปลภาษา : สื่อสารกับคนจีนแนะนำให้ใช้ Google Translate จากประสบการณ์ที่เราเดินทางไปจีนด้วยตัวเองหลายทริป คนจีนนิสัยดี น่ารัก พร้อมช่วยเหลือ มีน้ำใจ ทำให้พูดจีนไม่ได้ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการเที่ยวจีนครับ
  7. การจองโรงแรมในจีน : แนะนำให้จองผ่าน Trip.com เพราะโรงแรมบางแห่งไม่รับนักท่องเที่ยว ไม่รับเครดิตการ์ดทั่วไป อีกทั้งยังสามารถจองตั๋วรถไฟความเร็วสูง และสามารถเลื่อนรอบเวลารถไฟความเร็วสูงได้ด้วย (ซึ่งอาจมีค่าปรับเพิ่มนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าต้องซื้อตั๋วใหม่)
  8. การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง : เที่ยวด้วยรถไฟความเร็วสูงจีนสะดวกสุดๆ แค่จองตั๋วรถไฟผ่าน trip.com ล่วงหน้าได้ 15 วัน มีหลายรอบต่อวัน ออกตรงเวลา ภายในสถานีใหญ่โต สะอาด มีห้องน้ำ และคนดูแลความสะอาด เดินทางปลอดภัยและสบายใจได้แน่นอน!
  9. เรียกแท็กซี่ให้ใช้แอปฯ Didi : แอปเรียกแท็กซี่ในจีน (เหมือน Grab) ใช้เมนูภาษาอังกฤษ ปักหมุดแม่น ชำระเงินออนไลน์ผ่าน Alipay สะดวกง่ายดาย ลงแท็กซี่แล้วค่อยกดจ่ายเงิน
  10. We Chat : ใช้สำหรับแชทกับคนจีน สั่งอาหาร และจ่ายเงินออนไลน์ก็ได้
  11. พก Passport ติดตัวเสมอ : เดินทางในจีนต้องพกพาสปอร์ตติดตัวตลอด เพราะจำเป็นต้องใช้ก่อนเข้าสถานีรถไฟความเร็วสูง รวมถึงใช้ยืนยันตัวตนเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ
  12. ที่เที่ยวในปักกิ่ง (Beijing) : เมืองนี้มีที่เที่ยวสวยอลังการมากมาย เช่น กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China), พิพิธภัณฑ์พระราชวังปักกิ่ง (Palace Museum), หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven), พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square protests), ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอปักกิ่ง (Universal Studios Beijing), สนามกีฬาแห่งชาติ และศูนย์ศิลปะต่างๆ สายเดินเที่ยวเองควรเตรียมรองเท้าผ้าใบดีๆ เพราะเดินวันนึงไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 ก้าวแน่นอน!
  13. สนามบินปักกิ่ง (Beijing) : สนามบินปักกิ่งมี 2 แห่ง และทั้งคู่มี Airport Express Line เชื่อมกับสถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้การเดินทางเข้าเมืองสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น คือ
    • สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิง (Beijing Daxing International Airport : PKX) สนามบินใหญ่ออกแบบได้ทันสมัย ตั้งอยู่ทางใต้ของปักกิ่ง (แอร์เอเชียบินลงที่สนามบินปักกิ่งต้าชิ่งครับ)
    • สนามบินนานาชาติปักกิ่งแคปิตอล (Beijing Capital International Airport : PEK) สนามบินตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมือง
  14. ห้องน้ำที่ปักกิ่ง : หลายคนที่ไปเที่ยวจีน มักจะกังวลเรื่องห้องน้ำ แต่บอกเลยว่าห้องน้ำส่วนใหญ่ที่ “ปักกิ่ง (Beijing)” สะอาดและโอเคแล้ว มีทั้งแบบนั่งยอง และชักโครกเแบบอัตโนมัติที่เคยไปเที่ยว เช่น ห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ห้างฯ ใหญ่ และโรงแรม
  15. Travel simcard : มาจีนแนะนำซื้อซิมจากไทยไปเลย ลงเครื่องปุ๊ปก็เล่น Facebook, LINE, Instagram ได้เลย
  16. อาหารปักกิ่ง : อาหาร “ปักกิ่ง (Beijing)” อร่อยและทานง่าย ถูกปากคนไทยด้วยรสชาติที่เข้มข้น เผ็ด และกลมกล่อม มีร้านอาหารหลากหลายทั้งร้านชื่อดังและร้านสุ่มๆ ที่อร่อยมาก บางร้านคิวยาวมากกกก แต่คุ้มค่าที่รอมากๆ ครับ
  17. อากาศที่ปักกิ่ง : สภาพอากาศมี 4 ฤดูกาล คือ
    • ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-พฤษภาคม): อุณหภูมิประมาณ 15°C – 25°C อากาศดีมากเลย แต่ต้องเตรียมกันแดดนะ เพราะเริ่มร้อนแล้ว เช่น ครีมกันแดด, เสื้อกัน UV, แว่นกันแดด และร่มไว้ให้พร้อม
    • ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): อุณหภูมิประมาณ 22°C – 31°C อากาศร้อน พระอาทิตย์ตกประมาณทุ่มครึ่ง ทำให้มีเวลาเที่ยวเยอะ
    • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม): อุณหภูมิประมาณ 14°C – 26°C เป็นฤดูไฮซีซั่น อากาศเย็นสบายและสีใบไม้ที่เปลี่ยนไปมากๆ
    • ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-มีนาคม): อุณหภูมิประมาณ -6°C ถึง-10°C คนที่ชอบเล่นหิมะควรมาในช่วงโลว์ซีซั่นนะ คุ้มค่ามาก ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าในฤดูอื่นๆ เดือนมีนาคมอากาศเย็นสบาย น่าไปมากๆ
  18. การเลือกที่พัก : แนะนำเลือกที่พักใกล้สถานีรถไฟฟ้า เดินทางสะดวกกว่า ไปเที่ยวไหนก็ง่าย ไม่เสียเวลาหารถ แถมบางย่านยังมีร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งเพียบ! เช่น Qianmen, Wangfujing, Salitun ฯลฯ
  19. เช็ควันเปิดทำการที่เที่ยว : เวลาวางแผนเที่ยวปักกิ่ง อย่าลืมเช็คเวลาเปิด-ปิดของสถานที่ท่องเที่ยวล่วงหน้า เพราะที่ดังๆ หลายแห่งปิดวันจันทร์ แต่บางที่ก็เปิด เช่น กำแพงเมืองจีน และ Universal Studios Beijing แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลและวางแผนเที่ยวล่วงหน้าจะได้ไม่พลาด!
  20. Universal Studios Beijing (ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอปักกิ่ง หรือ USB) คือดีมากกก!! ใหญ่อลังการที่สุดๆ เครื่องเล่นใหม่ล้ำสมัย สถานที่กว้างขวาง เดินทางสะดวก ห้องน้ำสะอาด ไร้ภาพติดตา มีส้วมแบบชักโครกและแบบนั่งยอง (แต่จำนวนส้วมนั่งยองมีมากกว่านะ)

สนใจจอง ตั๋วรถไฟความเร็วสูง และที่พัก ผ่าน Trip.com คลิกที่นี่

การเดินทางจากสนามบินปักกิ่งต้าชิ่ง (PKX) เข้าเมืองปักกิ่ง (Beijing)

สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิ่ง (Beijing Daxing International Airport) สนามบินแห่งใหม่ของ “ปักกิ่ง (Beijing)” ประเทศจีน เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2019 เป็นสนามบินที่มี “อาคารผู้โดยสารสนามบินแบบอาคารเดียว” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในลำดับที่ 6 ของโลก มาพร้อมความอลังการสถาปัตยกรรมสวยงามและใช้เทคโนโลยีทันสมัยสุดๆ มีร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมครบครัน พักผ่อนและชอปปิงได้อย่างสบาย ที่นี่ยังเป็นศูนย์การบินที่สำคัญเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วย จะเดินทางไปไหนก็สะดวกสุดๆ ครับ

สนามบินปักกิ่งต้าชิง อลังการงานสร้างสุดๆ

1. รถไฟใต้ดิน

หลังจากออกจาก International Arrival Hall ให้เดินตามป้าย Metro (หรือ Subway) เลี้ยวขวาลงบันไดเลื่อนลงมาชั้น B1 (ตามภาพได้เลยครับ) จากนั้นซื้อตั๋วรถไฟ + ขึ้นรถไฟเชื่อมสนามบินต้าชิ่ง (Daxing Airport Express) ไปยังสถานี Caoqiao Station ใช้เวลา 19 นาที (ราคา 35 CNY) โดยรถไฟเปิดให้บริการเวลา 06:00-23:00 น. ลงที่ Caoqiao Station แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานีปลายทางได้เลย การเดินทางสะดวกและง่ายมากครับ

รถไฟไป-กลับ สนามบิน สะอาด กว้างขวาง นั่งสบาย

คำแนะนำ : แนะนำให้ใช้แอปฯ MetroMan China สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินในประเทศจีน พร้อมด้วยข้อมูลการต่อรถไฟ ราคา ระยะเวลาการเดินทาง สามารถเลือกรถไฟเที่ยวแรก/เที่ยวสุดท้าย หรือระบุวันเวลาที่ต้องการเดินทางได้เพื่อดูรอบรถไฟอีกด้วยครับ!

2. รถแท็กซี่

การเดินทางด้วยรถแท็กซี่จากสนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าชิ่ง (Beijing Daxing International Airport) ไปยังโรงแรมในเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” นั้นง่ายและสะดวกมากเลยครับ! เราสามารถใช้แอปฯ Alipay เพื่อเรียกรถแท็กซี่ผ่าน Didi ได้เลย หรือเรียกผ่านแอป Didi โดยตรงก็ได้ครับ

ก่อนเรียกรถแท็กซี่ แอปฯ Didi จะให้เราปักหมุดตำแหน่งที่ต้องการรอรถ แอปฯ จะแนะนำให้เราไปที่จุดยืนรอแท็กซี่ที่ “P1 Parking Garage” จากนั้นเราใส่ชื่อ “โรงแรมที่จะไป” เป็นภาษาอังกฤษ เราลองกดเรียกรถแท็กซี่จากสนามบินปักกิ่งต้าชิ่งไปยังโรงแรมแถว Salitun ระยะทางประมาณ 52.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 54 นาที ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ราคา 103.84 – 173.03 CNY (ประมาณ 520 – 865 บาท) จะขึ้นอยู่กับชนิด และขนาดรถที่เลือก ราคาแท็กซี่ที่จีนไม่แพงแบบที่คิด ถูกกว่าที่ไทยเยอะ สะดวกสบายกว่า ไม่ต้องลากกระเป๋าเดินทางขึ้น-ลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปกันหลายคนก็ยิ่งคุ้มมากครับ

คำแนะนำ :

  • เปรียบเทียบการเข้าเมืองด้วย รถแท็กซี่ VS รถไฟใต้ดิน : นั่งรถไฟใต้ดินต้องเสียค่าโดยสาร Daxing Airport Express (35 CNY) แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปจุดหมายปลายทาง (ค่าโดยสารคร่าวๆ 5 CNY) รวมแล้ว 40 CNY (200 บาท) ถ้ามา 2-3 คน เราว่านั่งแท็กซี่สะดวกกว่า และคุ้มกว่าครับ
  • ตอนขึ้นรถคนขับจะถามเลขเบอร์โทรศัพท์ 4 ตัวท้าย แนะนำใช้ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้ดูเลขทะเบียนรถของแท็กซี่ได้เลยครับ

3. บริการรถรับ-ส่งจากสนามบินไปส่งที่โรงแรม

บริการสำหรับคนที่ไม่ชอบรอ และอยากได้ความเป็นส่วนตัว ที่สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าชิ่ง (Beijing Daxing International Airport : PKX) มีบริการหลายแบบให้เลือกเลยครับ ตั้งแต่รถยนต์ 4 ที่นั่ง 6 ที่นั่ง รถตู้ 8 ที่นั่ง ไปจนถึงรถบัส 18 ที่นั่ง (ถ้ามาหลายคนและต้องการรถใหญ่ แนะนำให้จองล่วงหน้าผ่านออนไลน์นะ)

ถ้าไม่ได้จองบริการรถรับ-ส่งจากสนามบินปักกิ่งต้าชิ่งมาล่วงหน้า ต้องไปติดต่อที่ Counter ให้บริการเองครับ แต่ปัญหาคือเรื่องการสื่อสารภาษาจีน ถ้าพูดจีนได้ก็สบาย แต่ถ้าพูดไม่ได้ แนะนำให้จอง “บริการรถรับ-ส่งจากสนามบินไปส่งที่โรงแรม” ล่วงหน้า ผ่านทาง Klook ครับ มีรถให้เลือกหลายแบบตามจำนวนคนและสัมภาระ สะดวกสบายไฮโซสุดๆ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงหน่อย แต่ถ้าไป 3-4 คน หารกันก็คุ้มอยู่ครับ (อยากสบายก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหา 555)

คนขับรถจะถือป้ายชื่อของผู้จองมารอที่ Arrival Hall ของสนามบินปักกิ่งต้าชิ่ง ระยะการรอประมาณ 1.30 ชั่วโมงหลังเครื่องลง จากนั้นจะพาไปส่งถึงโรงแรม ใครกลัวสื่อสารไม่รู้เรื่อง โดนทิ้ง หรือโดนแท็กซี่โกง แนะนำครับ

สนใจ บริการรถรับ-ส่งจากสนามบินไปส่งที่โรงแรม จาก Klook คลิกที่นี่

การเดินทางในปักกิ่ง (Beijing)

ใน “ปักกิ่ง (Beijing)” ระบบคมนาคมขนส่งครอบคลุมและทันสมัยมากครับ มีถนนที่กว้างขวาง รวมถึงระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินกว่า 20 สาย มีรถไฟ Airport Express เชื่อมทั้ง 2 สนามบิน (สนามบินปักกิ่งต้าชิ่ง และสนามบินแคปปิตอล) และยังมีรถแท็กซี่ รถประจำทาง รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อไปยังเมืองอื่นๆ ของจีนและฮ่องกงด้วย ผู้คนที่นี่ยังนิยมใช้มอเตอร์ไซต์และจักรยานเหมือนเมืองอื่นๆ ครับ ในการเดินทางเที่ยว “ปักกิ่ง (Beijing)” เราใช้วิธีหลักๆ 3 วิธีนี้ครับ

1. รถแท็กซี่ (เรียกผ่านแอปฯ Didi หรือผ่านแอปฯ Alipay ) 

เมนูแอปฯ เป็นอังกฤษ โลเคชั่นตรง ไม่ต้องกลัวสื่อสารไม่รู้เรื่อง รถใหม่ สะอาด นั่งสบาย มีขนาดรถให้เลือกหลายแบบ การจ่ายเงินก็ผูกกับ Alipay ชำระเงินออนไลน์ได้เลยครับ ค่าแท็กซี่ไม่แพงเลยถูกกว่าบ้านเราครับ

2. รถไฟใต้ดินปักกิ่ง (Beijing Subway)

การคมนาคมขนส่งใน “ปักกิ่ง (Beijing)” ถือว่าดีมากครับ มีรถไฟใต้ดินครอบคลุมมากกว่า 20 สาย เดินทางสะดวกและสะอาด สถานีรถไฟใต้ดินมีทั้งบันไดเลื่อนและบันไดปกติ และมีลิฟต์ให้บริการคนที่ใช้รถเข็นด้วยนะครับ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินราคาเพียง 3-6 CNY (ประมาณ 15-30 บาท)

ขั้นตอนเป็นไปตามภาพเลยครับ

คำแนะนำ : การโดยสารรถไฟใต้ดินที่ “ปักกิ่ง (Beijing)” สามารถ Scan จ่ายด้วย QR Code ผ่านแอป Alipay ได้โดยตรง โดยเลือกหมวด Transport > เลือก Metro > แล้วสแกน QR Code เพื่อเข้า-ออกรถไฟฟ้าใต้ดินได้เลย ค่าโดยสารจะถูกตัดจากบัตรเครดิตหรือบัตร Travel card ที่ผูกกับ Alipay (ไม่ต้องซื้อบัตรเติมเงิน TU Card ของ China T-Union ให้วุ่นวายครับ)

เว็บไซต์และแผนที่รถไฟใต้ดินปักกิ่ง Beijing Subway

3. รถไฟความเร็วสูงจีน (China Railway High-speed : CRH)

การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงในจีนง่ายมากเลยครับ ทริปนี้เราเดินทางจาก ปักกิ่ง (Beijing)” ไป “เทียนจิน (Tianjin)” ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือจะเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง ฯลฯ ก็สะดวกมากครับ

  1. แนะนำให้จองตั๋วรถไฟความเร็วสูงล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ trip.com ขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่สถานี “Beijing South Railway Station” เพราะคนจีนก็เที่ยวภายในประเทศเอง รถไฟจีนเต็มไวมาก
  2. การจองตั๋วรถไฟความเร็วสูงผ่าน trip.com ออกตั๋วเป็น E-Ticket ใช้แค่ passport สแกนบริเวณทางเข้า และดูเบอร์ตู้ที่นั่ง และเลขที่นั่งจากใน app ได้เลย สะดวกและง่ายมากครับ
  3. ก่อนเข้าสถานีรถไฟความเร็วสูงจีน ต้องผ่านด่านสแกนกระเป๋าทุกสถานี และใช้แค่พาสปอร์ตเท่านั้น
  4. เก้าอี้กว้าง นั่งสบาย มีปลั๊กให้ชาร์จไฟ
  5. ถ้าเลือกนั่งแบบ Business Class หรือ First Class ตู้รถไฟจะหรูหรากว่าปกติ และมีอาหารหรือของว่างให้บริการด้วยครับผม (ราคาสูงหน่อย แต่คุณภาพจัดเต็ม)

สนใจจอง ตั๋วรถไฟความเร็วสูง และที่พัก ผ่าน Trip.com คลิกที่นี่

    แจกแพลนเที่ยวทริป “ปักกิ่ง-เทียนจิน” 6 วัน 5 คืน 30 พิกัดเที่ยว

    คำถามยอดนิยมที่เรามักจะถูกถามทาง Inbox ว่า “มีแจกแพลนเที่ยวไหม?” เราเข้าใจว่าแต่ละคนมีงานประจำ ยุ่งยากไม่มีเวลาวางแผนการเดินทางเอง ทริปนี้เรามี “แพลนเที่ยวปักกิ่ง (Beijing) 6 วัน 5 คืน” มาแจกให้ทุกคนได้ใช้เที่ยวตามกันได้ง่ายๆ ไปไหนกันบ้าง มาดูกันด้านล่างเลย!

    Day 1 : DMK – PKX (FD600) 22:55 – 04:40 –> Temple of Heaven –>Da Nei Gong Bao Cafe –>Chenji Luzhu Xiaochang –>Qianmen Street –>Yin San Dou Zhi
    Day 2 : Mutianyu Great Wall –> Shichahai -> Sugarbar Café –> Yandaixiejie Street –> Drum tower –> Xie Man Lou
    Day 3 : Beijing Library –> Universal Studios Beijing
    Day 4 : Forbidden City –> Taikooli Sanlitun  –> Tao Tao Ju –> Salitun North –> Wangfujing Street –> Beijing APM –> Mengtan Korean Food Buffet
    Day 5 : Day Trip to Tianjin : China Porcelain House –> Wudadao Five Avenue –> Minyuan Square –> Soloist Coffee –> Bei’an Bridge –> Tianjin Haihe River –> Italian Style Town –> Marco Polo Square –> Tianjin Ancient Cultural Street –> Tianjin Eye
    Day 6 : PKX – DMK (FD601) 05:50-09:45

    อ่านรีวิวตัวเต็ม : Day Trip to Tianjin
    1 Day in “เทียนจิน (Tianjin)” เมือง 2 วัฒนธรรมจะเอเชียหรือยุโรป รวมไว้ในเมืองเดียว!

    ตามมาเที่ยว “ปักกิ่ง (Beijing)” วันแรกกันเลยครับ!

    Day 1 : DMK – PKX 22:55 – 04:40
    Temple of Heaven –> Da Nei Gong Bao Cafe –> Chenji Luzhu Xiaochang –> Qianmen Street –>Yin San Dou Zhi

    ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ดอนเมือง (DMK) สู่ปักกิ่ง (PKX) ถึงสนามบินปักกิ่งต้าชิ่งแล้วมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองปักกิ่ง เพื่อฝากกระเป๋าที่โรงแรม แล้วลุยเที่ยวต่อได้เลย!

    01 : หอสักการะฟ้าเทียนถาน
    (Temple of Heaven / 天壇)

    นี่คือหนึ่งในมรดกโลกแห่งสำคัญของจีน อายุกว่า 600 ปี สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ให้จักรพรรดิ์จีน (และราชวงศ์) ได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะท้องฟ้า ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล สร้างขวัญและกำลังใจในการทำมาหากินให้เหล่าประชาชน ตัวอาคารเป็นทรงกระบอกความสูง 3 ชั้น ทำจากไม้ทั้งหลัง โดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์โดยรัฐบาลจีน เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความยิ่งใหญ่ด้านสถาปัยกรรมของชาวจีน ที่มีมานานนับพันปี!!

    หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง เมื่อ พ.ศ. 1963 (ค.ศ. 1420) ปัจจุบันมีอายุกว่า 600 ปี มีพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ (ใหญ่กว่าพระราชวังต้องห้ามถึง 4 เท่า) ไฮไลต์ของหอสักการะฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) คือ ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿) เป็นอาคารทรงกระบอกสีฟ้าโดดเด่น เป็นสัญลักษณ์ของการบูชาสวรรค์

    ที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่ทำพิธีบวงสรวงฟ้าและพิธีสำคัญทางศาสนาของจักรพรรดิจีน เชื่อว่าการปฏิบัติพิธีนี้จะเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ การแสดงความเคารพต่อสวรรค์จะนำพรดีๆ กลับมา ไม่ว่าจะเป็นความเจริญรุ่งเรือง ความโชคดี และโอกาสดีๆ ให้แก่จักรพรรดิ์และประชาชน การบูชาและสักการะที่หอสักการะฟ้าเทียนถานจึงมีความสำคัญอันยิ่งใหญ่ต่อชาวจีนในอดีตมากๆ

    คำแนะนำ : ถ้าไม่อยากต่อแถวคนเยอะๆ ที่ประตูหลัก แนะนำให้เข้าทางประตูทิศตะวันออก คนจะน้อยกว่าเยอะ สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่เคาน์เตอร์ตรงนั้นเลย ไม่ต้องจองล่วงหน้าครับ และยังมี Audio guide คำบรรยายภาษาไทยให้เช่าด้วย ราคา 40 CNY

    สถานที่สำคัญภายในบริเวณหอสักการะฟ้าเทียนถาน มี 3 แห่ง ประกอบด้วย

    1. ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿) : มุมไฮไลต์ที่เห็นในโซเชียลบ่อยสุดๆ ต้องยกให้ตำหนักนี้เลย โดดเด่นด้วยความใหญ่โตและสวยงามสุดๆ มองจากมุมไหนก็เห็นเป็นทรงกลมทั้งหมด มุมที่เห็นชัดที่สุดจะเป็นมุมประตูทางเข้า ภายในตำหนักไม่มีคานและไม่มีการใช้ตะปูในการสร้าง มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตร สูง 38 เมตร ใช้เสาไม้ถึง 28 ต้น เสาชั้นในสุดมี 4 ต้นแทน 4 ฤดู ถัดมา 12 ต้นแทน 12 เดือน และอีก 12 ต้นแทนเวลา 12 ชั่วยาม บอกเลยว่าสถาปัตยกรรมสวยสุดๆ
    2. ตำหนักหวงฉุงหยีว์ (Huangqiongyu Pavilion / 皇穹宇) : ตำหนักนี้ใช้เก็บแผ่นป้ายเทพเจ้าที่ใช้ในพิธีบวงสรวง จุดเด่นของที่นี่คือ กำแพงสะท้อนเสียง (Echo Wall) ที่สามารถกระซิบผ่านกำแพงแล้วอีกฝั่งได้ยินได้ มันจึ้งมากๆ
    3. แท่นสักการะหยวนฉิว (圆丘) : แท่นขอพรฟ้ากว้าง 3 ชั้น ที่หลายๆ คนต้องไปยืนด้านบนเพื่อเชื่อมโยงกับสวรรค์ ใช้สำหรับขอพรและเสริมความโชคดี
    ด้านในตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน
    ด้านในตำหนักหวงฉุงหยีว์

    เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้เห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมจีนโบราณแบบใกล้ชิด และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วยตาตัวเอง มันน่าทึ่งมากๆ ครับ เดินเข้าไปในหอสักการะฟ้าเถียนถาน เหมือนเราหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งเลย ทั้งความละเอียดและความประณีตของลวดลายต่างๆ มันทำให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของที่นี่จริงๆ

    หอสักการะฟ้าเทียนถานได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในปี ค.ศ. 1998 ให้เป็นมรดกโลกในฐานะของสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมการวางผัง และด้านวัฒนธรรม ใครมาเที่ยว “ปักกิ่ง (Beijing)” ควรหาโอกาสมาเข้าชมสักครั้งครับ

    คำแนะนำ : ให้มาช่วงเช้าๆ เพราะแสงกำลังดีเหมาะกับการถ่ายภาพมาก ส่วนถ้ามาเที่ยวช่วงบ่าย อาจต้องทำใจ เพราะคนจะเยอะมาก!! ถ่ายรูปยาก ต้องอาศัยจังหวะและความใจเย็นนะครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ค่าเข้า : ตั๋วชุดราคา 34 CNY (เข้า 3 สถานที่ไฮไลต์ : Qinian Pavilion, Huangqiongyu Pavilion, Huanqiu Altar)
    เวลาทำการ : ทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00-17:30 น. (ตั๋วเข้าสวนเปิดขายเวลา 6:00 น.)
    การเดินทาง: ลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานี Tian’anmendong ทางออก A2 พอเลี้ยวซ้ายก็จะเป็นประตูทิศตะวันออก
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/47/gEJ

    02 : คาเฟ่ต้าเน่ยก๊งเป่า
    (Da Nei Gong Bao Cafe / 大内宫保 咖啡)

    ใครจะไปรู้ว่าที่ชั้น 2 ของร้านรองเท้าโบราณ Lian Sheng Li shoe ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยกย่องมายาวนานบนถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street) ตลาดโบราณอายุกว่า 600 ปี จะมีคาเฟ่เก๋กู๊ดที่ตกแต่งด้วยธีมพระราชวังจีน โดยมีมุมไฮไลต์อยู่ตรงระเบียงที่เปิดให้เห็นบรรยากาศของตลาดเฉียนเหมิน (Qianmen Street) จากมุมสูง

    ทีเด็ดของคาเฟ่ Da Nei Gong Bao Cafe อยู่ที่ “ความบรรจงทำ” แม้ว่าราคาเซตของเครื่องดื่มอาจจะดูแรง (98 CNY) แต่พอเขาตกแต่งเสร็จแล้วยกมาเสิร์ฟแล้ว คุณจะรู้เลยว่ามันคุ้มค่า ทั้งเซตถูกดิสเพลย์ให้เป็นเหมือนงานศิลปะที่ประกอบไปด้วยเครื่องดื่มดอกไม้ของว่างน้ำแข็งแห้ง พัดจีน และองค์ประกอบนานาชนิด ที่สวยจนทำให้เราถ่ายรูปไม่หยุด ยิ่งถ้าเอาเซตนี้ไปวางไว้ตรงริมระเบียง ก็จะกลายเป็นพร็อพที่เปลี่ยนเราจากนักท่องเที่ยวธรรมดาให้กลายเป็นคุณหนูไฮโซชาวจีนได้ในทันที

    คาเฟ่ร้าน Da Nei Gong Bao Cafe นี้ถือว่าเป็น Hidden Gem ของถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street)  ทางเข้าเป็นร้านรองเท้าโบราณที่เปิดมาแล้ว 600 ปี เดินขึ้นบันไดขึ้นชั้น 2 จะเป็นคาเฟ่ ส่วนถ้าใครอยากจะรู้ว่ารองเท้าที่เหล่าสนมหรือชนชั้นสูงของจีนยุคก่อน (ที่เราเห็นในหนัง) สวมใส่กันเป็นยังไง เชิญอุดหนุนทางร้านเค้าได้เลยครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ : ทุกวันตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:30 น.
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Qianmen Station ทางออก C จากนั้นให้เดินตรงไปทางทิศใต้ประมาณ 400 เมตร
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/09/vMJi

    03 : ร้านไส้ตุ๋น “เฉินจี”
    (Chenji Luzhu Xiaochang / 记卤煮小肠)

    ไม่รู้ว่าตำนานร้านนี้เป็นอย่างไร??? แต่ถ้าคุณได้ลองเดินผ่านหน้าร้าน คุณจะถูกกลิ่นของหม้อตุ๋นในตำนานดึงดูดให้เข้าร้านในทันที ทั้งไส้ตุ๋น ปอด เต้าหู้ เครื่องในที่ถูกตุ๋นอยู่ในกะละมังไซส์ยักษ์ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรจีนและกลิ่นพะโล้อ่อนๆ โชยอบอวลไปทั่วร้าน ภาพพ่อครัวที่หยิบเครื่องตุ๋นแต่ละชิ้นมาสับลงจานแล้วราดน้ำซุปมันช่างเซ็กซี่เย้ายวนใจซะเหลือเกิน

    มากล่าวถึงรสชาติกันบ้าง เครื่องในจะมีลำไส้ ปอด ไส้อ่อน ทำได้ดี สะอาด ไม่มีกลิ่นคาว ทานง่าย บางชิ้นละลายในปาก บางชิ้นได้เคี้ยวกรึบๆ ตัวเต้าหู้ก็ซับน้ำซุปมาอย่างดี มีรสชาติเข้มข้น ถ้าโรยน้ำมันพริก ใส่เครื่องปรุงจะยิ่งเพิ่มรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้นไปอีก ราคาชามละ 34 CNY บรรยากาศในร้านคึกคัก สั่งเป็นไม่เป็นให้หันไปถามเจ้าของร้าน ถ้าเขารู้ว่าเป็นต่างชาติ เขายิ่งยินดีแนะนำ

    ร้านนี้มีตำนานเก่าแก่ดั้งเดิมตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ค.ศ.1886 คงตกทอดมาด้วยฝีมือ และความตั้งใจมา 138 ปี ใครมาเที่ยว “ปักกิ่ง (Beijing)” แล้วอยากทานของอร่อย เซฟพิกัดร้านนี้ไว้เลย เราสองคนคอนเฟิร์มว่าดีจริงครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ : ทุกวันตั้งแต่เวลา 10:30–15:00, 16:30–22:00 น.
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Qianmen Station ทางออก C จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 550 เมตร
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/73/2F3

    04 : ถนนเฉียนเหมิน
    (Qianmen Street/ 前門站 )

    ย่านการค้าโบราณที่อยู่คู่กรุง “ปักกิ่ง (Beijing)” มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิงถูกปรับปรุงต่อยอดจนกลายเป็น Shopping street ที่มีตำนานกว่า 600 ปี จากถนนที่เคยเป็นเส้นทางพระราชดำเนินของจักรพรรดิ กลายมาเป็นย่านชอปปิงอันคึกคักที่เหล่าประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลมาจับจ่ายใช้สอย กินดื่มกับบรรดาร้านค้ามากมายทั้งเก่าใหม่

    บางร้านมีประวัติศาสตร์ มีแลนด์มาร์คของตัวเองบนถนนแห่งนี้ บางร้านเป็นแบรนด์เนมจากต่างชาติ มีทั้งร้านอาหาร, ขายของฝาก ร้านขายของหวาน หรือแม้กระทั่งร้านขายยาที่ถูกปรับรูปโฉมให้ตรงกับรสนิยมคนปัจจุบัน ย่านการค้านี้มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งใน Shopping street ที่เป็นเหมือนไอคอนของ “ปักกิ่ง (Beijing)” ที่ทุกคนต้องมา

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ :  ทุกวันตั้งแต่เวลา 09:30-21:30 น.
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Qianmen Station ทางออก C จากนั้นเดินตรงไปทางทิศใต้ประมาณ 300 เมตร
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/5c/PTK

    05 : เป็ดปักกิ่งหยินซานโต้วจือ
    (Yin San Douzhi /尹三豆汁)

    อีก 1 ร้านเป็ด “ปักกิ่ง (Beijing)” สุดคึกคักที่ได้รับรางวัลมิชลินไกด์ (Michelin Guide) 4 ปีซ้อน ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ชั้น 2 ของศูนย์อาหารบนถนน Qianmen Street (前門站 ) นี่คือร้านดังที่คิวยาวมาก เหมาะสำหรับมาลองชิม “เป็ดปักกิ่ง” แท้ๆ ในบรรยากาศท้องถิ่นของเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” แค่เดินขึ้นไปถึงร้านก็จะได้ยินเสียงตะโกนโวกเวกของเจ๊ผู้จัดการร้านที่กำลังจัดคิว และแนะนำเมนูอร่อยให้กับเหล่าลูกค้า (เห็นท่าทางเอาเรื่องแบบนี้ แต่จริงๆ เจ๊ใจดีและน่ารักมากเลยนะ)

    ร้านนี้มีจุดขายที่เมนู “เป็ดปักกิ่ง” แท้ๆ ที่หมักสไตล์จีน และอาหารจีนหน้าตาแปลกใหม่หลายรายการ เวลาจะเสิร์ฟ “เป็ดปักกิ่ง” เชฟจะเข็นรถเข็นมาแล่เนื้อเป็ดใส่จานที่ข้างๆ โต๊ะเราเลย ถือเป็นการจัดแสดงที่น่าสนใจเพราะทุกคนรอบๆ โต๊ะก็จะหันมาถ่ายรูป ถ่ายคลิปกันอย่างสนุกสนาน (เชฟบางคนมีจัดไฟ LED ด้วยนะ)

    มาดูส่วนของรสชาติกันบ้าง?? “เป็ดปักกิ่ง” ของที่ร้านนี้จะแล่มาติดกับเนื้อเลย หนังเป็ดกรอบบาง ไม่มันมาก ส่วนเนื้อเป็ดมีความนุ่มรสชาติกำลังดี เวลาทานให้นำมาห่อแป้งใส่ผัก พริก เครื่องเคียงแล้วราดน้ำซอส รสชาติเค็มนำ หวานปะแล่มๆ มีรสบ๊วยหน่อยๆ โดยรวมถือว่าอร่อย แต่ว่าไม่เท่ากับที่บ้านเรา ธรรมเนียมคนจีนน่าจะชอบทาน “เป็ดปักกิ่ง” กับเนื้อเป็ด มากกว่าหั่นแยกชิ้นกัน ซึ่งการทาน “เป็ดปักกิ่ง” โดยที่มีเนื้อเป็ดติดอยู่เยอะๆ ทำให้รู้สึกเลี่ยนน้ำมัน ส่วนเมนูอื่นๆ ถือว่ารสชาติกลางๆ กรณีนี้ขอไม่ฟันธงว่า “เป็ดปักกิ่ง” จีนกับไทย อันไหนอร่อยกว่ากัน? เพราะยังมีอีกหลายร้านที่เรายังไม่ได้ไปชิม แต่โดยส่วนตัวชอบ “เป็ดปักกิ่ง” สไตล์ไทยมากกว่า

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Qianmen Station ทางออก C จากนั้นให้เดินเลียบทางขวาไปตามถนน Qianmen ประมาณ 200 เมตร

    Day 2 : Mutianyu Great Wall –> Shichahai > Sugarbar Rooftop café –> Yandaixiejie Street –> Drum tower –> Xie Man Lou

    06 : กำแพงเมืองจีน (ด่านมู่เถียนยวี่)
    (Great Wall of China, The Mutianyu /慕田峪长城)

    อยากเที่ยวกำแพงเมืองจีนสมัยนี้ใครๆ ก็เที่ยวได้ มันง่ายมาก รถถึง เคเบิ้ลคาร์ถึง “ขอแค่คุณมีใจกับกำลังขา” เราก็อยากชวนให้มาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง The Great Walll of China (กำแพงเมืองจีน) นี่คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเป็นกำแพงป้องกันการรุกรานจากต่างชนเผ่า อีกหนึ่งพิกัดใน Bucket List ที่เราสองคนได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ยิ่งใหญ่ อลังการ สมกับที่เคยได้ยินมา แต่มาครั้งสองครั้งก็พอนะ เมื่อยน่อง ปวดขาเหลือเกิน 555

    ประวัติกำแพงเมืองจีน (Great Wall of China /長城)

    รู้มั้ยว่ากำแพงเมืองจีน หรือ “กำแพงหมื่นลี้” มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปีมาแล้ว!! เริ่มต้นสร้างตั้งแต่รัชสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือ เช่น ชาวฮัน (ซฺยงหนู) และเติร์กที่มารุกรานตามแนวชายแดนจีนนี่แหละครับ ในทุกสมัยจะมีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนกลายเป็นกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! กำแพงนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปี ค.ศ. 1987

    ในปี 2012 นักโบราณคดีจีนจากสำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีนวัดความยาวของ “กำแพงเมืองจีน” สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างด้วยมือมนุษย์ ใช้เวลา 5 ปี (2008-2012) พบว่ากำแพงเมืองจีนยาวถึง 21,196.18 กิโลเมตร (จากเดิม 8,850 กิโลเมตร) ครอบคลุม 15 มณฑลทั่วประเทศ ทำให้เป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีความเชื่อว่ามองจากอวกาศจะเห็นกำแพงนี้ ลองจินตนาการดูสิว่ามันยาวแค่ไหน!

    ถ้ามา“ปักกิ่ง (Beijing)” แล้วต้องมาสัมผัสประสบการณ์บนกำแพงเมืองจีนสักครั้ง! นี่เป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ การได้มายืนบนกำแพงเมืองจีน ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ เราสามารถเดินทางจาก “ปักกิ่ง (Beijing)” ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนได้หลายด่านเลยครับ แต่ด้วยความที่สร้างมานานนับพันปี หลายด่านก็ทรุดโทรม หลายด่านก็รกร้าง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ 4 ด่านกำแพงเมืองจีน ที่สามารถมาเที่ยวได้แบบไม่เฟล ดังนี้ครับ!!

    4 ด่าน กำแพงเมืองจีน ที่เที่ยวได้ไม่ผิดหวัง

    1. กำแพงเมืองจีนด่านปาต้าหลิง (Badaling)
      ด่านปาต้าหลิง อยู่ห่างจากใจกลางเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ประมาณ 80 กิโลเมตร เดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากสถานี Beijing ลงที่สถานี Badaling Great Wall (八达岭长城) การจองตั๋วสะดวกผ่าน trip.com ถ้านั่งรถบัสจะใช้เวลาเดินทางนานขึ้นถึง 1.5-2 ชั่วโมง ด่านนี้ใกล้เมืองปักกิ่งมากเลยทำให้เป็นกำแพงเมืองจีนส่วนที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด นักท่องเที่ยวชาวจีนและทัวร์ลงเยอะ คนแออัดแน่น แทบจะไม่มีที่ยืนถ่ายรูปครับ
      – สนใจ บัตรเข้ากำแพงเมืองจีนด่านป้าด่าหลิง (Badaling) พร้อมเคเบิ้ลคาร์ คลิกที่นี่
    2. กำแพงเมืองจีนด่านซือหมาไถ่ (Simatei)
      ด่านซือหมาไถ่ อยู่ห่างจากตัวเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ประมาณ 120 กิโลเมตร เดินทางด้วยรถบัสประมาณ 2 ชั่วโมง จุดเด่นของด่านนี้ คือ มีเมืองโบราณริมน้ำกู่เป๋ยสุ่ยเจิ้น (Gubei / 古北水镇) ตั้งอยู่ในหมู่บ้านซือหม่าถาย (司马台) ไฮไลต์ตอนกลางคืนจะมีเปิดไฟกำแพงเมืองจีน และหมู่บ้านโบราณริมน้ำ Gubei มีไฟประดับสวยงาม นอกจากนี้ยังมีโรงแรมดีๆ ให้นอนค้างคืนเพื่อจะได้มีเวลาเต็มที่ แต่หากไม่ต้องการพักค้างคืน จะหารถกลับไปตัวเมืองปักกิ่งจะค่อนข้างลำบากครับ ดังนั้นแนะนำให้เลือกทัวร์แบบ One Day Trip ซึ่งมีคนขับรถรับส่งมาจะสะดวกและง่ายยิ่งขึ้นในการเดินทางครับ
      – สนใจ ทัวร์กำแพงเมืองจีนด่านซื่อหม่าไถ (Simatai) และเมืองน้ำโบราณกู๋เป่ย (Gubei) คลิกที่นี่
      – สนใจ บัตรเข้าชมเมืองน้ำปักกิ่ง กูเป่ย (Gubei Water Town) คลิกที่นี่
    3. กำแพงเมืองจีนด่านจินชางหลิ่ง (Jinshanling)
      ด่านจินชางหลิ่ง อยู่ห่างจากตัวเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ประมาณ 130 กิโลเมตร เดินทางด้วยรถบัสประมาณ 2.30 ชั่วโมง กำแพงเมืองจีนด่านนี้ยาวเป็นเส้นตรงตามแนวขอบชายแดนของประเทศจีน คนไทยไปน้อยกว่าด่านอื่นๆ ที่นี่จะทำให้เราได้เห็นสภาพกำแพงเมืองจีนแบบออริจินัล หอส่องศัตรู ป้อมปืน ป้อมยิง และหอสังเกตการณ์ ฯลฯ มีเคเบิ้ลคาร์ที่อำนวยความสะดวกในการขึ้นลงด้วยครับ
    4. กำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu)
      ด่านมู่เถียนยวี่ เดินทางด้วยรถบัสจาก “ปักกิ่ง (Beijing)” ประมาณ 1.30 ชั่วโมง เดินง่าย คนน้อยกว่าด่านปาต้าหลิง (Badaling) มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทั้งเคเบิ้ลคาร์และรถรางสไลด์ Toboggan เหมาะมากสำหรับครอบครัวและเด็กๆ ตัวด่านนี้ได้รับการบูรณะอย่างดีและยังคงความยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ มีครบทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และห้องน้ำที่สะอาดครับ
      – สนใจ บัตรเข้ากำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) พร้อมรถรับส่ง เคเบิ้ลคาร์ และ Shuttle Bus คลิกที่นี่

    เที่ยวกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu)

    รอบนี้เราเลือกขึ้นกำแพงเมืองจีนที่ด่าน “มู่เถียนยวี่ (Mutianyu)” ครับ ด้วยความที่มีเวลาจำกัด แต่ไม่อยากเจอคนเยอะมาก แล้วก็อยากได้ภาพกำแพงเมืองจีนสวยๆ ที่สำคัญคือต้องไม่ฝืนกำลังขาจนเกินไป (เรื่องเยอะมาก 555) เมื่อประมวลผลทุกอย่างแล้ว “ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu)” นี่แหล่ะคำตอบ!!

    ความสำคัญของด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu)

    กำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu Great Wall) สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน (ประมาณ 221-206 ปีก่อนคริสตกาล) เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือ และได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยราชวงศ์หมิง (1368-1644) ใช้อิฐและหินเพื่อความทนทาน และในปี 1980 ได้รับการบูรณะอีกครั้งเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม กำแพงด่านนี้มีความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 23 ป้อม เปิดให้ชม 20 ป้อม ความกว้างของกำแพงประมาณ 4-5 เมตร และความสูงประมาณ 7-8 เมตร ป้อมแต่ละป้อมห่างกันประมาณ 120 เมตร

    • ยุทธศาสตร์สำคัญ : กำแพงมู่เถียนยวี่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือ ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการป้องกันการโจมตีจากทางเหนือไปยัง “ปักกิ่ง (Beijing)”
    • สถาปัตยกรรมโดดเด่น : มีหอคอยหลายแห่ง ทำให้สามารถป้องกันศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • การอนุรักษ์ : ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต
    • ฮิตสุดๆ : เป็นที่เที่ยวที่นิยมมากเพราะอยู่ไม่ไกลจาก “ปักกิ่ง (Beijing)” และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
    • กิจกรรมมันส์ๆ : นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปชมวิวสวยๆ เดินสำรวจด่านต่างๆ ของกำแพงได้
    • ประสบการณ์สุดพิเศษ : สัมผัสประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชมวิวภูเขาสวยๆ รอบๆ

    ทางขึ้นกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) : แบ่งเป็น 2 รูท โดยมีจุดขึ้น-ลงที่เดียวกัน

    1. กำแพงเมืองจีนฝั่งตะวันออก (East) : มีจุดขึ้น-ลงอยู่ที่ป้อม 6 (ป้อม 1 จะไกลสุด) กำแพงฝั่งนี้เหมาะสำหรับครอบครัวและเด็กๆ เพราะมีทั้งเคเบิ้ลคาร์แบบห้อยขา (Chair lift) และขาลงเป็นรถรางสไลด์ Toboggan ที่สนุกและตื่นเต้น กำแพงฝั่งนี้จะสั้นกว่า เดินง่ายกว่า วิวสวยน้อยกว่า ไฮไลต์ของฝั่งนี้ คือ ป้อม 4 ซึ่งเป็นป้อมใหญ่ที่สุดของด่านมู่เถียนยวี่และเคยเป็นที่พักของเหล่าขุนนาง ส่วนป้อม 1 จะอยู่ไกลสุดและเป็นจุดสูงสุดของกำแพงฝั่งนี้
    2. กำแพงเมืองจีนฝั่งตะวันตก (West) : มีจุดขึ้น-ลงที่ป้อม 14 (ป้อม 20 จะไกลสุด) กำแพงฝั่งนี้จะขึ้น-ลงด้วยเคเบิ้ลคาร์แบบปิด ไฮไลต์จะอยู่ที่ป้อม 20 เป็นป้อมที่สูงที่สุด ไกลที่สุด และชันที่สุด มองเห็นแนวกำแพงเมืองได้สวยมาก

    เราสองคนเลือกกำแพงเมืองจีนฝั่งตะวันตก (West) เคเบิ้ลคาร์ฝั่งนี้ปลอดภัยมาก ใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็ถึงด้านบนแล้ว ส่วนใครที่อยากทดสอบความฟิตของร่างกาย หรือชอบเทรคกิ้งสัมผัสธรรมชาติ ก็สามารถเดินขึ้นบันไดไปที่ป้อม 10 แล้วค่อยเดินต่อไปที่ป้อม 20 ก็ได้ครับ เอาจริงๆ กำแพงเมืองจีนด่านนี้เดินไม่ยากนะ แต่ก็เมื่อยขาสุดๆ !! เพราะทางเดินบางช่วงเป็นบันไดถี่ๆ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง บางช่วงก็เป็นทางลาดชัน เราสองคนเดินไปไกลสุดถึงป้อม 17 ใช้เวลาอยู่บนกำแพงประมาณ 4 ชั่วโมง แค่นี้ก็เดินขาลากแล้ว 555 ขากลับต้องเดินย้อนมาป้อม 14 เพื่อลงเคเบิ้ลคาร์

    เทคนิคขึ้นกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) ทั้งสองฝั่งพร้อมกัน!!

    • เมื่อมาถึงแล้ว แนะนำให้รีบไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ทางฝั่งตะวันออก (East) แล้วลงด้วยรถรางสไลด์ Toboggan (ช่วงเช้าคิวยังไม่ยาวมาก) จากนั้นค่อยมาขึ้นเคเบิ้ลคาร์ฝั่งตะวันตก (West)
    • ถ้าจะเดินจากป้อม 14 (กำแพงฝั่งตะวันตก) ไปป้อม 6 (กำแพงฝั่งตะวันออก) มันไกลมากกกก!! แต่ก็มีคนที่ฟิตจริงๆ ก็ทำได้นะ สำหรับคนไม่ฟิตแบบเราสองคน เดินแค่ 3 ป้อมไป-กลับ ก็เหนื่อยแล้วครับ
    • ค่าขึ้น-ลงเคเบิ้ลคาร์ฝั่งตะวันตก (West) และฝั่งตะวันออก (East) ราคาคนละ 140 CNY ซึ่งจำเป็นต้องขึ้น-ลงฝั่งเดียวกันเท่านั้น (ไม่สามารถข้ามฝั่งได้ คือ ขึ้นฝั่งตะวันออก แล้วลงฝั่งตะวันตกได้)
    • ถ้าอยากขึ้นกำแพงเมืองจีนทั้งสองฝั่งต้องจ่ายค่าเคเบิ้ลคาร์เพิ่ม ราคาคนละ 140 CNY x 2 ฝั่ง (280 CNํY)

    ฮาวทู (How to) เที่ยวกำแพงเมืองจีน แบบฟูลเซอร์วิส

    อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า “แล้วการจะไปกำแพงเมืองจีน ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu Great Wall)” ต้องทำยังไง!? คำตอบคือเราใช้บริการของบริษัท Mubus ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ One Day Tour และ Half-day Tour ใน “ปักกิ่ง (Beijing)” เค้ามีบริการ Shuttle Bus รับ-ส่ง ระหว่างในตัวเมืองปักกิ่งกับกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ ในราคา 150 CNY โดยเค้าจะดูแลเรื่อง…

    • รถ Shuttle Bus ติดแอร์ ไป-กลับ ระหว่างในตัวเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” กับกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่
    • ไกด์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) บนรถบัส
    • บัตรเข้าชมกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่
    • รถรับส่งภายในขึ้นและลงเนิน

    นอกจากบริการข้างต้นแล้ว ทาง Mubus ยังมีบริการเสริม ในราคาพิเศษ เช่น

    • บุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน ในราคา 50 CNY (จากปกติ 80 CNY)
    • Certificate พร้อมรูปถ่าย ผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน
    • ไฮศกรีม น้ำดื่ม เบียร์ กาแฟ และขนมขบเคี้ยว ในราคาสมเหตุสมผล (ถ้าไปซื้อร้านด้านนอก ราคาแรงมาก)

    หมายเหตุ : ราคานี้ยังไม่รวมค่าขึ้น-ลงเคเบิ้ลคาร์ กับ Toboggan อีก 140 CNY นะครับ

    คำแนะนำก่อนไปกำแพงเมืองจีน :

    • เตรียมอุปกรณ์กัน UV มาให้พร้อมเลย ทั้งหมวก แว่นตากันแดด และร่ม เพื่อป้องกันแสงแดดอันร้อนแรง
    • ควรใส่รองเท้าที่ผ้าใบที่เดินสบาย ไม่แนะนำส้นสูงเด็ดขาด
    • โปรดเตรียมเป้ใบเล็ก เพื่อใส่น้ำดื่ม อาหารให้พลังงาน หรือขนมขบเคี้ยว เพื่อไว้รองท้องระหว่างทางด้วย

    ใครอยากรู้ว่าจะไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนแบบฟูลเซอร์วิสต้องทำไง??
    อ่านลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ
    ฮาวทู (How to) เที่ยวกำแพงเมืองจีนแบบฟูลเซอร์วิส (อัพเดทปี 2024)

    07 : ย่านสือชาไห่
    (Shichahai /中文: 什刹海)

    เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่ใหญ่และอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดในเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโฮ่วไห่ (Houhai lake/ 北京后海 ) มีตรอก บ้านโบราณ และลานบ้านแบบดั้งเดิม มีเสน่ห์น่าเดินเล่นมาก

    ในอดีตบริเวณนี้ที่พักของชนชั้นสูง เช่น เชื้อพระวงศ์ คนมีชื่อเสียง และมหาเศรษฐี มีพระราชวังหลายแห่ง (พระราชวังเจ้าชายกง, พระราชวังเจ้าชายชิง และพระราชวังเจ้าชายชุน) นอกจากนี้ยังมีตำหนักอ๋องขององค์ชาย 6 ซึ่งเป็นตำหนักที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น Guanyue Temple, Huoshen Temple, Guanghua temple เป็นต้น

    ปัจจุบัน ย่านสือชาไห่ (Shichahai) เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ “ปักกิ่ง (ฺBeijing)” Vibe ดีมาก มีคนมาถีบเรือเล่นและเล่นเซิร์ฟบอร์ดกันสนุกๆ ในทะเลสาบโฮ่วไห่ บรรยากาศดีเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมสำหรับชาวปักกิ่งและนักท่องเที่ยว มีแหล่งแฮงค์เอ้าท์ยามค่ำคืนที่คึกคัก มีร้านคาเฟ่เก๋ๆ บาร์ชิลๆ ร้านอาหาร และร้านค้าแฟชั่น เหมาะมากสำหรับเดินเล่น ถ่ายรูป หรือหาที่นั่งพักผ่อนชิลๆ เป็นอีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดถ้าได้ไป “ปักกิ่ง (Beijing)” ครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Shichahai ทางออก A2
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/43/4W

    08 : Sugar Bar(糖房咖啡)

    เปลี่ยนบรรยากาศแวะมานั่งชิลที่คาเฟ่บน Rooftop สุดวินเทจ ชมวิวย่านไฮโซสมัยก่อนใน “ปักกิ่ง (Beijing)” ที่มีจุดขายเป็นวิวมุมสูงริมทะเลสาบโฮ่วไห่ (Houhai lake) บ้านเรือนในโซนนี้ยังคงสภาพเดิม ถูกอนุรักษ์อย่างดี โดยได้เปลี่ยนฟังก์ชันจากบ้านขุนนางชั้นสูงมาเป็นย่านการค้าที่มีทั้งรูฟท็อปคาเฟ่ ร้านขนม ร้านอาหาร และร้านของที่ระลึก

    Sugar Bar นำเสนอความลงตัวระหว่างสไตล์วินเทจและบรรยากาศสุดผ่อนคลาย เพลิดเพลินกับเครื่องดื่มและขนมหวานพร้อมวิวที่สวยงาม ช่วงเย็นๆ ผู้คนชาวปักกิ่งมักจะมาแฮงค์เอาท์ ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินหรือถีบเรือในทะเลสาบ ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดเก๋ๆ ใน “ปักกิ่ง (Beijing)” ที่คุณมาเที่ยวได้โดยไม่ต้องง้อบริษัททัวร์

    เมนูแนะนำ :

    • Naughty molecule (45 CNY) : Signature ของทางร้านเสริ์ฟในแก้วสีชมพูน่ารักนี้มาพร้อมกับวุ้นซิ่วท้อคิ้วท์ๆ หอมหวานมะพร้าวอ่อน อร่อยสดชื่น ชอบๆ
    • Sugarbar sunset (38 CNY) : รสเปรี้ยวนำ หวานนิดๆ สดชื่น จิบไปชมพระอาทิตย์ตกดินไป ดีมาก
    • Hokkaido Double Cheesecake (48 CNY) : ชีสเค้กเนื้อเนียน หอม สีพาสเทลน่ารักมาก

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Shichahai ทางออก A2 จากนั้นเดินต่อประมาณ 3 นาที (180 เมตร)
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/b1/9vIc

    คำแนะนำ : ทางเข้าร้าน Sugar Bar จะเดินเข้าทางด้านซ้ายฝั่งประตูกระจก แล้วเดินขึ้นบันไดไปชั้น 3

    09 : ถนนหยานไดซี่เจี๋ย
    (Yandaixiejie Street / 烟袋斜街)

    นี่คือ ถนนคนเดินที่อยากให้ทุกคนไปเดินเล่นสัมผัสเสน่ห์เมืองเก่าของ “ปักกิ่ง (Beijing)” กันครับ ถนนหยานไดซี่เจี๋ย (Yandaixiejie Street) นี้เป็นหนึ่งในหูต่ง (Hutong) ที่เก่าแก่ที่สุดใน “ปักกิ่ง (Beijing)” มีความยาว 232 เมตร ตั้งอยู่ในย่าน Xicheng ใกล้ๆ กับย่าน Shichahai และทะเลสาบโฮ่วไห่ (Houhai) ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวดังที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมือง

    ร้านไปรษณีย์โบราณ ทำถึงมากเลยคุณ!!

    ชื่อ Yandaixiejie Street แปลว่า “ถนนไปป์สูบบุหรี่” ถนนนี้เคยเป็นที่ตั้งของร้านขายไปป์ในอดีตและมีลักษณะโค้งเหมือนไปป์ และยาสูบจึงเป็นที่มาของชื่อถนนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ปัจจุบันไม่มีร้านขายยาสูบแล้ว แต่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าประวัติศาสตร์โบราณมากมาย เช่น ร้านของที่ระลึก ร้านตัดกระดาษตัวอักษรจีน ร้านขายภาพวาด ร้านขายชา ร้านสอนทำ DIY ร้านหวีโบราณ และที่ทำการไปรษณีย์โบราณ นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่บนดาดฟ้าที่ให้ชมวิวทะเลสาบโฮ่วไห่ และร้านอาหารหลากหลายทั้งอาหารจีนแบบดั้งเดิม อาหารไต้หวัน อาหารไทย อาหารตะวันตก และบาร์ชิลๆ เพียบ ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศเสน่ห์ถนนเก่าแก่ใน “ปักกิ่ง (Beijing)” เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาดเลยครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Shichahai ทางออก E แล้วเดินตาม Di’anmen West Street ประมาณ 350 เมตร
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/e9/90s

    10 : หอกลองปักกิ่ง
    (Drum Tower / 北京鼓楼)

    หอกลองปักกิ่ง หรือ “กู่โหลว” อยู่ใจกลางเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ห่างจากพระราชวังต้องห้ามแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1272 ในรัชสมัยของกุบไลข่าน และถูกสร้างใหม่หลายครั้งหลังจากเกิดเพลิงไหม้ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง หอกลองปักกิ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากๆ ครับ ตัวอาคารสองชั้นมีความสูงประมาณ 46.7 เมตร โดดเด่นด้วยสีแดง ดูสง่างามและยิ่งใหญ่ ในอดีตที่นี่ใช้เสียงกลองบอกเวลาตอนกลางคืนมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน ซึ่งเป็นวิธีบอกเวลาที่สำคัญในยุคนั้น

    ปัจจุบัน หอกลองปักกิ่ง (Drum Tower) ไม่ใช้เพื่อตีบอกเวลาแล้ว แต่จะมีการนำกลองมาตีในวันส่งท้ายปีเก่าตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2001 – 1 มกราคม ค.ศ. 2002 จำนวนวันละ 4 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที รวม 108 ครั้ง เป็นความเชื่อเพื่อขอพรให้กับประชาชนชาวจีน ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกัน

    คำแนะนำ : หอกลองอยู่ใกล้กับย่าน Shichahai และ Yandaixiejie Street สามารถเดินถึงกันได้เลยครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ: ทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Gulou Dajie Station ทางออก G
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/86/-6d

    11 : บะหมี่ไข่ปู (สาขากู่โหลว)
    (Xie Man Lou / 蟹满楼蟹黄面(鼓楼店)

    นี่คือร้านบะหมี่ไข่ปูร้านดังจากเมืองเฉิงตู (成都; Chengdu) มาเปิดใจกลาง “ปักกิ่ง (Beijing)” ตั้งอยู่ใกล้กับหอกลอง (Drum Tower) ร้านนี้โด่งดังเรื่องเมนูปูโดยเฉพาะ “บะหมี่คลุกไข่ปู (蟹黄面)” บะหมี่เหลืองขนาดเส้นกำลังดี เหนียวนุ่มแต่ยังมีความกรึบๆ คลุกเคล้าด้วยไข่ปูแน่นๆ หอมอร่อย เข้มข้น มีซอสราดปรุงรสเพิ่มรสชาติด้วยนะ

    อีกเมนูที่อร่อยไม่แพ้กัน คือ “เสี่ยวหลงเปาน้ำซุปปู” เป็นเกี๊ยวเล็กๆ ที่อัดแน่นด้วยน้ำซุปปูเข้มข้น รสชาติอร่อยสุดๆ แค่กัดก็รู้สึกถึงความอร่อยที่ไหลออกมาในปากแล้ว เมนูนี้อาจต้องรอหน่อยเพราะใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที (ชอบมากกว่าที่เซี่ยงไฮ้ครับ)

    ส่วนบรรยากาศในร้านก็น่านั่ง สบายๆ ถ้าผ่านมาย่านนี้แวะมาลองเมนูปูของ Xie Man Lou กันครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ: ทุกวันตั้งแต่เวลา 11:00-21:00 น.
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Gulou Dajie ทางออก B จากนั้นเดินตามถนน Gulou Dajie (鼓楼大街) ประมาณ 500 เมตร
    พิกัด : https://j.map.baidu.com/ba/nTai

    Day 3 : Beijing Library –> Universal Studios Beijing 

    12 : ห้องสมุดเมืองปักกิ่ง
    (Beijing City Library / 北京城市图书馆)

    มันจะมีห้องสมุดสักกี่แห่งในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกว่าอยากจะใช้เวลานั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งเสพบรรยากาศอยู่ในห้องสมุดได้ทั้งวัน แค่เดินเข้าไปอาคารที่ออกแบบดีไซน์สุดล้ำก็ชวนให้ร้องว้าวแล้ว ห้องสมุดปักกิ่ง Beijing City Library คือหนึ่งในนั้น เป็นห้องสมุดที่มีความกว้างขวางที่สุดในโลกในเมือง “ปักกิ่ง (Beijing)” ด้วยพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร และคลังหนังสือกว่า 8 ล้านเล่ม ที่นั่งอ่านหนังสือกว่า 2,400 ที่ พร้อมพื้นที่โถงอ่านหนังสือขนาดใหญ่ถึง 21,809 ตารางเมตร ถือว่าเป็นห้องสมุดที่มีพื้นที่อ่านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก (The World’s Largest Library Reading Space) และยังเป็นห้องสมุดแบบปิดที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วยครับ

    ห้องสมุดถูกออกแบบโดยบริษัท Snøhetta จากนอร์เวย์ร่วมกับ ECADI ของจีน ด้วยการออกแบบที่ผสมแนวคิดป่าแห่งความรู้ สถาปัตยกรรมของห้องสมุดนี้โดดเด่นสวยมากๆ ออกแบบพื้นที่ให้เป็นเหมือนการจำลองภูเขา 2 ลูกบรรจบกัน มีลำต้นแปะก๊วยเป็นเหมือนเสา 144 ต้น ผนังอาคารสูงถึง 16 เมตร มีใบแปะก๊วยเป็นเหมือนหลังคา เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมือนเดินอยู่ในป่าแปะก๊วย บนภูเขาถูกแบ่งเป็นโซนอ่านหนังสือและชั้นหนังสือต่าง ๆ ที่นี่ให้คุณค่ากับการสร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้คนอยากอ่านหนังสือ และเคารพความเป็นส่วนตัวมากๆ ครับ

    ห้องสมุด Beijing City Library ถูกแบ่งโซนหลากหลาย ทั้งโซนนิทรรศการ โซนห้องอ่านหนังสือ โซนวรรณกรรมเด็ก โซนหนังสือต่างชาติ โซนติวหนังสือ และ Co-working Space

    ที่นี่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความสบายของผู้ใช้ ให้ความสำคัญแม้กระทั่งแสงที่ส่องลงมาภายในห้องสมุด มีการใช้กระจกใสรอบด้านเพื่อให้เห็นต้นไม้สีเขียวภายนอก ทำให้รู้สึกสบายตาและร่มรื่น มีเครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ในการหาความรู้ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการใช้คอยตักเตือนเมื่อมีคนละเมิดกฎหรือใช้เสียงดัง ห้องน้ำสะอาด มีน้ำอุ่นน้ำเย็นให้บริการ เป็นห้องสมุดที่เราอยากให้มีอยู่ใกล้ๆบ้านจัง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าอยากใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดทั้งวันเลยครับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    เวลาทำการ :  วันอังคาร-วันอาทิตย์ 10:00-20:00 (ปิดวันจันทร์)
    การเดินทาง : ลงรถไฟใต้ดินสถานี Beiyunhexi ทางออก B และต่อแท็กซี่อีก 10 นาที (ราคาประมาณ 15 CNY)
    พิกัด :  https://j.map.baidu.com/73/a4AJ

    13 : ยูนิเวอร์แซลปักกิ่ง
    (Universal Studio Beijing : USB)

    นับเป็น Universal Studios แห่งที่ 4 ที่เราได้มาเยือน เรื่องเที่ยวสวนสนุกขอให้บอก ต่อให้ข้ามน้ำข้ามทะเล ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะไป สำหรับ Universal Studio Beijing (USB) แห่งนี้ ที่นี่มีจุดขายหลักอยู่ที่ความยิ่งใหญ่อลังการ เป็นสวนสนุกที่ใหม่ที่สุดในเอเชีย! และด้วยความที่ตั้งอยู่ที่ “ปักกิ่ง (Beijing)” ที่เป็นเมืองหลวงของจีน จึงเป็น Universal Studios ที่แรกที่มีธีมปาร์ค Kungfu Panda ที่เดียวในโลก และโซนไฮไลต์ของ Jurassic World และแน่นอนครับ ทริปนี้เราสองคนมาเพื่อสิ่งนี้ครับ

    ซื้อบัตรเข้าชมสวนสนุกยูนิเวอร์แซลปักกิ่ง ผ่านทางออนไลน์ได้แล้วนะ

    ถ้าใครกำลังวางแผนไปสวนสนุกยูนิเวอร์แซลปักกิ่ง (Universal Studio Beijing หรือ USB) บอกเลยว่าต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าจาก Klook ราคาดี๊ดี ใช้งานก็ง่าย สะดวกมาก! แค่พกพาสปอร์ตไปสแกนที่ทางเข้าสวนสนุกก็เข้าได้เลย

    แนะนำให้ไปวันธรรมดานะ คนไม่แน่นเท่าที่ยูนิเวอร์แซลที่โอซาก้า (USJ) ญี่ปุ่นเลย ถ้าใครไม่ชอบรอคิวนาน หรืออยากเล่นครบทุกเครื่องเล่นไฮไลต์ จัดไปเลยบัตรแบบ Express! สะดวกรวดเร็ว เล่นได้ครบถ้วน ไม่เสียเวลาแน่นอน!

    สนใจ บัตรเข้าสวนสนุก Universal Beijing Resort (USB) ในราคาพิเศษ  คลิกที่นี่

    Things to know : Universal Studio Beijing (USB) ให้ความสำคัญกับความสะอาดและความปลอดภัยมาก ดังนั้นก่อนจะเข้าไปในสวนสนุก จะมีการตรวจกระเป๋าก่อนนะครับ อุปกรณ์ต้องห้ามก็ได้แก่ อาวุธ, วัตถุระเบิด, วัตถุไวไฟ, มีด, ประทัด, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กระป๋อง, แก้ว, กระเป๋าล้อลาก, ไม้ Selfie, Drone, Gimbal, เก้าอี้พับ เป็นต้น

    ข้อมูลสวนสนุก Universal Studio Beijing (USB)

    Universal Studio Beijing (USB) เป็นสวนสนุกยูนิเวอร์แซล (Universal studio) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของ “ปักกิ่ง” ประเทศจีน ที่นี่เป็น Universal แห่งที่ 3 ในเอเชียถัดจาก USJ และ USS มีพื้นที่กว่า 2,500 ไร่ เปิดให้บริการในปี 2021 เราใช้เวลาเดินเล่นที่นี่นานถึง 9 ชั่วโมง สนุกมาก ๆ ประทับใจสุด ๆ !!

    แต่ละโซนมีบรรยากาศและธีมของตัวเอง ทั้งเพลง ทั้งการตกแต่ง เครื่องเล่น กิจกรรม เครื่องแบบพนักงาน แผงขายของ ร้านอาหาร แม้กระทั่งเมนูอาหาร ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงกับโซนนั้นๆ แค่พาตัวเข้าไปอยู่ในแต่ละโซน ก็เหมือนต้องมนต์ ทิ้งโลกแห่งความจริง แล้วหลุดเข้าไปในหนังเรื่องนั้นๆ เลยล่ะ!!

    โดยรวมเราว่า พนักงานที่นี่เอนเนอจี้ไม่เท่าญี่ปุ่น และอเมริกา (เหมือนเค้าไม่อินกับตัวละคร) แต่พนักงานเค้าทำงานได้ดีนะ เข้มงวด ปลอดภัย พื้นที่แต่ละโซนกว้างขวางมาก บางส่วนก็ยังอยู่ที่ utilize พื้นที่ได้ไม่ดี อย่างโซน ​Minion Land และโซน Water world แต่โซนที่จัดได้ดีสุดๆไปเลย ก็คือ โซนจูลาสิคเวิร์ด (Jurassic World Isla Nublar), โซนกังฟูแพนด้า (Kung Fu Panda Land of Awesomeness) และ โซนแฮร์รี่ พอตเตอร์ (The Wizarding World of Harry Potter) การวางผังโซนคล้ายๆ ที่ญี่ปุ่น แต่ตรอกซอกซอยเยอะกว่า มีมุมให้ถ่ายรูปมากกว่า

    ยูนิเวอร์แซลปักกิ่ง (Universal Studio Beijing (USB)” นั้นกว้างและใหญ่มว๊าก!! ภายในสวนสนุกฯ มีพื้นที่แบ่งออกเป็น 7 โซน รวมทั้งหมด 12 เครื่องเล่น การจะเล่นให้ครบทุกเครื่องเล่น ทุกโซน ภายในวันเดียว คงจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเราเลยจะเน้นเครื่องเล่นเจ๋งๆ ที่คุณไม่ควรพลาด และพอจะสามารถเล่นจบได้ใน 1 วัน ดังนี้ครับ

    1. ไปเล่นโซน Jurassic World Isla Nublar

    โซนจูราสสิค เวิลด์ อิสลา นูบลาร์นี้สร้างมาจากภาพยนตร์ Jurassic World ที่นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวตื่นเต้นในเกาะ Nublar เราเริ่มเล่นที่แรก คือ “Jurassic Flyers” (ใช้เวลารอ 30 นาที) ตื่นตาตื่นใจเหมือนได้บินขึ้นท้องฟ้า บินขึ้นไปพร้อมๆ เทรราโนดอน (Pteranodon) และเทรราโนซอรัส (Pteranodon) ได้เห็นวิวมถมสูงของสวนสนุก ได้ลอดผ่านน้ำตก สนุก เพลิดเพลิน เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ด้านในส่วนเครื่องเล่นจำลองบรรยากาศ เป็น Glasshouse มีสวนป่าเขตร้อนอยู่ในห้องแอร์ทำให้ตอนเข้าคิว สบายๆไม่ร้อนเลย อันนี้เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดีครับ

    Jurassic World Adventure โซนนี้จะไม่เหมือนกับโซน “Jurassic Park” ใน Universal Studios Japan ที่โอซาก้านะครับ เพราะธีมของ Universal Studios Beijing จะตรงกับหนัง Jurassic World ภาคแรกเลย ซึ่งนำเสนอประสบการณ์เหมือนจริงที่ต้องเผชิญหน้ากับไดโนเสาร์ในเกาะ Isla Nublar ในโลกของหนัง เครื่องเล่นเป็นแนว 4DX ที่จะพากลับไปสู่เรื่องราวไฮไลต์ของหนัง Jurassic World ภาค 1 ที่มี Indomenus rex ไล่ล่ารถที่เรานั่ง พร้อมกับฉากต่อสู้ระหว่าง 3 kings (T-rex, Raptor, Indomenus rex) ในตอนท้ายเรื่อง สนุกตื่นเต้นมาก เด็กเล่นได้ ผู้ใหญ่เล่นดีเช่นกันครับ

    ด้านในมีรูปปั้น จอห์น แฮมมอนด์ ผู้ก่อตั้ง Jurassic Park ภาคแรก
    เดี๋ยวเราจะนั่งคันนี้ ตะลุยสวนสนุก Jurassic World

    เอาบรรยากาศขณะเล่นเครื่องเล่นมาฝากกันครับ ตัวเครื่องเล่นจะพาเรานั่งรถเข้าไปสู่สถานการณ์ตอนไฮไลต์ของ Jurassic World ภาคแรก ที่ไดโนเสาร์หลุดออกจากกรง แล้วอาละวาดไปทั่วสวนสนุก ซึ่งฉากตอน T-Rex ปะทะกับ Indomenusrex นี่บอกเลยว่าสนุกมาก!!! ใครมีเสียงเท่าไหร่ กรี๊ดกันออกมาแบบสุดเสียงเลย!!

    เล่นเครื่องเล่นเสร็จก็จะออกมาที่โซนร้านขายของที่ระลึกครับ ใครยังอินกับ Jurassic World ก็หาซื้อเสื้อ ตุ๊กตา แก้วน้ำ พวงกุญแจ หรือหุ่นจำลองไดโนเสาร์กลับไปเป็นที่ระลึกกันได้ตามอัธยาศัย สินค้า Official คุณภาพดีครับ

    มาต่อที่โซน Raptor Encounter (ใช้เวลารอ 30 นาที) เป็นการแสดงโชว์ไดโนเสาร์ Raptor พร้อมกับ Trainer เวลาสั้นๆ ประมาณ 10 นาที เป็นประสบการณ์ที่จะได้ถ่ายรูปคู่แบบใกล้ชิดกับ Raptor เลยครับ (Blue Delta Echo)

    2. ตะลุยโซนกังฟูแพนด้า Kung Fu Panda Land of Awesomeness ที่มีหนึ่งเดียวในโลก

    โซนนี้มีที่เดียวในจีน เราจะได้พบกับตัวละครสุดน่ารักจากภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Kung Fu Panda และสนุกกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เป็นเพียงที่เดียวในโลกที่เราจะได้เจอโลกของ “โป” นักรบมังกรตัวกลม ปรมาจารย์กังฟูที่หาตัวจับยาก เป็นโซน Indoor ที่จำลองโลกของการ์ตูนมาเป็นฉากของจริง ตกแต่งได้น่ารักสุดๆ เหมือนเดินอยู่ในหนังเลย  ด้านในมีโซนดิสเพลย์ 5 ตัวละครหลัก (โป เสือ นกกระเรียน งู และลิง) เป็นรูปโคมไฟจีนทำได้เก๋มาก ส่วนปรมาจาร์ยเต่าและเหล่านักรบปีศาจก็จำลองเป็นหินสลักมีฉากจำลองต้นไม้ ต้นท้อบนริมหน้าผา มีการจำลอง “ร้านบะหมี่ของโป” ให้มาเป็นร้านอาหารในโซน มีเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ เป็นเรือกระเช้ากับโคมจีน มีมุมถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลย (แต่แอบถ่ายยากหน่อยนะ เพราะมืด ต้องใช้แฟลช)

    นี่เป็นเครื่องเล่น Kung Fu Panda Journey of the Dragon Warrior (ใช้เวลารอ 5 นาที) แนว 3DX ที่พาเราเข้าสู่เนื้อหาของการ์ตูนภาคแรกกับการรวบรวมเหล่านักสู้มังกร และการฝึกฝนวรยุทธ์ของโป (แพนด้าปุ๊กลุ๊ก) เพื่อต่อกรกับเหล่าตัวร้าย นำมาความสงบสุขในแผ่นดินจีน  โดยเราจะนั่งเรือมังกรเข้าสู่ฉากต่างๆ ของเรื่องโดยจะมีหุ่น Animatonic จำลองฉากเรื่องราวจากในการ์ตูน ขอบอกว่าทำถึงมากกกกก!! หุ่นยนต์เคลื่อนไหวโคตรเนียน ถ้าคิวไม่ยาวจะเล่นหลายๆ รอบก็ดีนะ ขอเชียร์ๆ